
ปลายปี 2025: ตลาด EV ไทยเร่งเครื่องสู่หมื่นคันต่อเดือน ท้าทายกฎหมายนำเข้าและการแข่งขันเดือด
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – กรกฎาคม 2568 – ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนโยบายที่พลิกผัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริง เดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ตัวเลขการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงพุ่งสูงถึง 8,332 คัน ซึ่งแม้จะยังห่างจากเป้าหมาย 10,000 คันที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่ก็สะท้อนถึงแรงส่งที่ไม่อาจมองข้ามได้จากทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ การวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกเผยให้เห็นทั้งโอกาสที่ซ่อนอยู่และความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
ภาพรวมตลาด EV กรกฎาคม 2568: ทะลุ 8,000 คัน แต่ยังขาดแรงส่งต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าตลาด EV ไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภท BEV จดทะเบียนใหม่รวม 8,332 คัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาจากสภาวะตลาดที่ชะลอตัวในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วที่มียอดจดทะเบียนสูงถึง 8,332 คัน (ข้อมูลปี 2567) จะเห็นว่าตลาดมีการเติบโตที่ค่อนข้างคงที่ แม้จะมีแรงหนุนจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ
โครงสร้างการจดทะเบียนรายประเภท:
รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ (5,771 คัน): กลุ่มนี้ยังคงเป็นหัวใจหลักของตลาด โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีจำนวนมากที่สุดถึง 5,475 คัน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดกลางที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่การเพิ่มขึ้นเพียง 13.58% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วอาจสะท้อนถึงความกังวลเรื่องราคาและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในบางพื้นที่
รถกระบะและรถแวน (73 คัน): กลุ่มนี้มีการเติบโตที่น่าสนใจถึง 711.11% แม้ว่าตัวเลขจะยังน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มรถยนต์นั่ง แต่ก็บ่งชี้ว่าผู้บริโภคเริ่มเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มการพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการขยายตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจและเกษตรกร
รถยนต์สามล้อรับจ้าง (9 คัน): มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 80.85% โดยเฉพาะรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลที่ลดลงเหลือเพียง 7 คัน ซึ่งอาจเกิดจากการเข้ามาทดแทนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและแอปพลิเคชันเรียกรถ
รถจักรยานยนต์ (2,413 คัน): กลุ่มนี้มีการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 40.62% โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,411 คัน สะท้อนถึงความนิยมในการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อการเดินทางระยะสั้นและการขนส่งในเมือง
รถโดยสาร (16 คัน): มีการลดลงอย่างมากถึง 52.94% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของตลาดและการลงทุนที่ชะลอตัวในธุรกิจขนส่งสาธารณะ
รถบรรทุก (50 คัน): มีการเติบโตที่น่าประทับใจถึง 194.12% แม้ว่าตัวเลขจะยังน้อย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมองหารถบรรทุกไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
สถิติสะสม 7 เดือนแรกปี 2568: ความท้าทายในการรักษาโมเมนตัม
เมื่อมองภาพรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยมียอดจดทะเบียนสะสม 60,243 คัน ซึ่งเติบโตขึ้น 21.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แม้จะเป็นอัตราการเติบโตที่น่าพอใจ แต่ก็ยังต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีที่เคยคาดการณ์ว่าตลาดจะทะลุ 8,000 คันต่อเดือนได้อย่างต่อเนื่อง
การแบ่งประเภทตามสถิติสะสม:
รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ (43,524 คัน): ยังคงเป็นกลุ่มหลัก โดยมีการเติบโต 18.29% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่คงที่ของผู้บริโภค
รถกระบะและรถแวน (258 คัน): มีการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 303.13% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดรถกระบะไทยที่เริ่มหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
รถยนต์สามล้อ (87 คัน): ลดลง 58.96% ซึ่งตอกย้ำแนวโน้มการลดลงของตลาดรถสามล้อ
รถจักรยานยนต์ (16,146 คัน): เติบโต 39.03% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาด EV ได้อย่างแข็งแกร่ง
รถโดยสาร (224 คัน): ลดลง 80.11% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความท้าทายในภาคขนส่งสาธารณะ
รถบรรทุก (262 คัน): เติบโต 1,090.91% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV): ความนิยมลดลงสวนทางกับ BEV
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าประเภท PHEV มียอดจดทะเบียนสะสมรวม 59,587 คัน เพิ่มขึ้น 20.17% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเติบโตในช่วงเวลาเดียวกันจะพบว่าอัตราการเติบโตของ PHEV เริ่มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ BEV ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น:
การแข่งขันด้านราคา: รถยนต์ไฟฟ้า BEV เริ่มมีราคาที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฮบริด ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจ BEV มากขึ้น
นโยบายภาครัฐ: มาตรการส่งเสริมของภาครัฐมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า 100% มากกว่าไฮบริด
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: แบตเตอรี่รถยนต์ BEV มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น ทำให้ความกังวลเรื่องการชาร์จลดลง
โครงสร้างการจดทะเบียน PHEV:
รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ (59,587 คัน): เพิ่มขึ้น 20.17% โดยเฉพาะรถยนต์นั่งที่มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 59,518 คัน
เบื้องหลังตัวเลข: อะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาด EV ไทยในปี 2568?
การวิเคราะห์ข้อมูลเพียงตัวเลขอาจไม่เพียงพอที่จะเข้าใจภาพรวมของตลาด EV ไทยในปี 2568 ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตลาด ได้แก่:
นโยบายภาครัฐ: ดาบสองคมที่ต้องจับอย่างระมัดระวัง
ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการผลักดันตลาด EV ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษี การสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของนโยบายในบางครั้งก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเช่นกัน
ข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ:
ความต่อเนื่องของนโยบาย: ควรมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค
การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน: การขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตเมืองและตามแนวเส้นทางหลัก
การส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ: การสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
การแข่งขันด้านราคาและตัวเลือกผลิตภัณฑ์
ตลาด EV ไทยในปี 2568 มีการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีนที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย