
การพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์: เยอรมนีครองบัลลังก์ EV ยุโรป แต่ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้าความท้าทายครั้งใหญ่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้เห็นพัฒนาการของอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวขึ้นมาของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs) ที่กำลังปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง ในปี 2023 ที่ผ่านมา เราเห็นผู้ผลิตจากเยอรมนีได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบแบตเตอรี่ล้วน (BEV) และแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปแล้วกว่า 1.27 ล้านคัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จอันน่าประทับใจ ทำให้พวกเขาผงาดขึ้นเป็นอันดับสองของโลก รองจากจีนเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปี 2024 อาจมีความท้าทายใหม่ๆ รออยู่
เยอรมนี: ผู้นำ EV แห่งยุโรป และผู้ท้าชิงอันดับสองของโลก
สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมัน (VDA) ได้รายงานตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจว่าในปี 2023 โรงงานผลิตรถยนต์ในเยอรมนีสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดได้ถึง 995,000 คัน แม้ว่าจีนจะยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในเยอรมนีส่วนใหญ่ถึง 76% ถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนกว่า 80% ถูกจำหน่ายภายในประเทศของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเยอรมนีในการเป็นผู้ส่งออกยานยนต์พลังงานสะอาดชั้นนำ
สหรัฐอเมริกาตามมาเป็นอันดับสามในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก ขณะที่เยอรมนีมีแบรนด์ที่เป็นเสาหลักอย่าง Volkswagen, BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผู้นำของประเทศ แต่ยังเป็นหัวหอกสำคัญของยุโรปอีกด้วย ผลผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของทั้งสามแบรนด์นี้รวมกันยังมากกว่าผลผลิตของสเปน (256,000 คัน) และฝรั่งเศส (225,000 คัน) เมื่อนำมารวมกันเสียอีก
ข้อมูลจาก Federal Motor Transport Authority (KBA) ได้คาดการณ์ว่าภายในวันที่ 1 มกราคม 2030 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนในเยอรมนีมากถึง 10 ล้านคัน ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-25% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับขนาดของกำลังการผลิตรถยนต์ที่มีอยู่
วิกฤตงบประมาณ: อุปสรรคใหม่สำหรับตลาด EV เยอรมันในปี 2024
อย่างไรก็ตาม แผนการอันสวยงามนี้อาจเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่คาดฝันในปี 2024 เมื่อรัฐบาลเยอรมนีตัดสินใจระงับโครงการเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างกะทันหันในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับปรุงงบประมาณปี 2024 ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีได้สร้างช่องว่างทางการเงินถึง 60 พันล้านยูโร (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) ในงบประมาณของรัฐ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องยกเลิกโครงการต่างๆ รวมถึงโครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า
โครงการเงินอุดหนุนนี้เคยเสนอให้เงินสนับสนุนสูงสุดถึง 6,750 ยูโร (ประมาณ 266,000 บาท) โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและผู้ผลิตรถยนต์ โดยสำหรับรถยนต์ BEV ที่มีราคาไม่เกิน 45,000 ยูโร (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง 3,000 ยูโร (ประมาณ 118,000 บาท) และผู้ผลิตต้องสมทบอีก 1,500 ยูโร (ประมาณ 59,000 บาท) รวมเป็น 4,500 ยูโร (ประมาณ 178,000 บาท) แต่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาสูงกว่า 45,000 ยูโร จะไม่ได้รับสิทธิ์นี้อีกต่อไป การยกเลิกโครงการนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนี
ความท้าทายด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน: เยอรมนีเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่ง
นอกเหนือจากปัจจัยด้านนโยบาย ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันยังต้องเผชิญกับความซับซ้อนในการพัฒนาซอฟต์แวร์และห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้พวกเขาค่อนข้างเสียเปรียบเมื่อเทียบกับแบรนด์อย่าง Tesla หรือผู้ผลิตจากจีนที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนที่ล้ำสมัยกว่า นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันต้องพึ่งพาบริษัทในอเมริกาและเอเชียตะวันออกในการจัดหาแบตเตอรี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของตนเองเป็นไปอย่างเชื่องช้า
แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ เยอรมนียังคงพยายามผลักดันการผลิตแบตเตอรี่ของตนเอง โดยบริษัทอย่าง Volkswagen ได้ร่วมมือกับ Northvolt เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
ญี่ปุ่น: มหาอำนาจยานยนต์ที่กำลังตามหลังในสมรภูมิ EV
หากย้อนกลับไปในบทความก่อนหน้านี้ที่เราเคยพูดถึงอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เต็มไปด้วยรถ EV และการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างผู้ผลิตจากยุโรป อเมริกา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ที่มีดีไซน์รถที่น่าดึงดูดและคุณภาพที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร แต่สิ่งที่อาจถูกมองข้ามไปคือ “ญี่ปุ่น” ประเทศที่มีผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Toyota, Honda, Nissan, Mazda, Suzuki, และ Mitsubishi แต่กลับมีข่าวคราวเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าออกมาน้อยมาก จนเกิดคำถามว่านี่คือสัญญาณของการยอมรับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันนี้หรือไม่
สัญญาณอันตรายจากแดนอาทิตย์อุทัย
จากข้อมูลที่มีอยู่ ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังคงตามหลังคู่แข่งอย่างชัดเจนในด้านการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม ในปี 2022 รถยนต์ไฟฟ้า BEV และ PHEV มีสัดส่วนยอดขายทั่วโลกประมาณ 13% เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 2.6% ในปี 2019 แต่ในตลาดญี่ปุ่นเอง ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้ากลับมีเพียง 2% เท่านั้น
เมื่อเราพูดถึงผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ชื่อที่ผุดขึ้นมาในความคิดของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเป็น Tesla (สหรัฐอเมริกา), BYD (จีน) และ Volkswagen (เยอรมนี) แต่เราแทบไม่เคยได้ยินชื่อของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นติดอันดับต้นๆ เลย แม้ว่า Nissan Leaf และ Mitsubishi i-MiEV จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ของโลกที่เปิดตัวเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วก็ตาม
แม้แต่ Toyota ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพียง 24,000 คัน จากยอดขายรวม 10.5 ล้านคันในปี 2022 (ในขณะที่ Tesla ขายได้ถึง 1.3 ล้านคัน) ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของ Toyota อย่าง bZ4X ยังต้องเผชิญปัญหาข้อบกพร่องทางเทคนิคจนต้องหยุดการจำหน่ายชั่วคราว นักวิเคราะห์หลายคนกังวลว่าการเริ่มต้นที่ไม่ราบรื่นนี้อาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาด EV ไปอย่างถาวร
นักวิจารณ์บางส่วนเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในอดีตญี่ปุ่นเคยครองตลาด แต่กลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่คล่องตัวกว่าอย่างสหรัฐอเมริกาและไต้หวัน เนื่องจากขาดนโยบายที่แข็งแกร่ง การที่สัดส่วนการส่งออกรถยนต์ของญี่ปุ่นคิดเป็น 20% ของการส่งออกทั้งหมด และอุตสาหกรรมยานยนต์คิดเป็น 8% ของงานทั้งหมดในญี่ปุ่น หากอุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบ ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจและสังคมญี่ปุ่นอย่างมหาศาล
ประกายไฟแห่งความหวัง: ญี่ปุ่นเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ญี่ปุ่นก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพลิกเกม หลังจากคุณ Akio Toyoda ก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ Toyota เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา คุณ Koji Sato ได้ขึ้นมารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Toyota สู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ในการแถลงข่าวครั้งแรก คุณ Sato ได้ประกาศแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึง 10 รุ่น และตั้งเป้าเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 1.5 ล้านคันต่อปีภายในปี 2026 ขณะที่ Honda ก็มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าถึง 30 รุ่นภายในปี 2030 และได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Sony เพื่อวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา Honda ยังได้ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า
ด้าน Nissan ก็ไม่น้อยหน้า ประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 19 รุ่นภายในปี 2030 และผู้บริหารของ Nissan ยืนยันว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็น “แกนหลักของกลยุทธ์ของบริษัท”
อุปสรรคภายใน: ความยึดติดกับอดีตและเทคโนโลยีที่ไม่ถูกทาง
การเริ่มต้นที่ค่อนข้างช้าของผู้ผลิตญี่ปุ่นส่วนหนึ่งมาจากความยึดติดกับความสำเร็จในอดีต วิศวกรที่มีประสบการณ์กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบไฮบริดที่ซับซ้อนอาจรู้สึกไม่คุ้นเคยกับความเรียบง่ายของรถยนต์ไฟฟ้า
“ในอุตสาหกรรมนี้ ยังมีคนจำนวนมากที่ยังติดอยู่กับความคิดที่ว่ารถยนต์ต้องมีเครื่องยนต์” คุณ Koji Sato กล่าว ผู้บริหารยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อซัพพลายเออร์ เช่น Jatco ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน
ก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่าพลังงานไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานหลักของโลก Toyota ถึงกับเคยเดิมพันอนาคตของบริษัทกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน แม้แต่รัฐบาลญี่ปุ่นในอดีตภายใต้การนำของนาย Shinzo Abe ก็เคยสนับสนุนนโยบาย “สังคมไฮโดรเจน” แม้ว่าไฮโดรเจนจะมีบทบาทสำคัญในการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งระยะไกล แต่สำหรับการใช้งานในรถยนต์ขนาดเล็กก็ยังดูไม่สมเหตุสมผลนัก โดย Toyota Mirai สามารถขายได้เพียง 7,500 คันในตลาดญี่ปุ่น
ปัจจัยภายนอก: นโยบายที่สวนทางและความล่าช้าในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่รัฐบาลจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต่างทุ่มเงินอุดหนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสภาพอากาศ ญี่ปุ่นกลับดำเนินนโยบายที่สวนทาง แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ถูกจำหน่ายภายในปี 2035 (รวมถึงรถยนต์ไฮบริดที่จะต้องไม่มีแล้ว) แต่เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ใช้น้ำมันยังคงมีขนาดใหญ่กว่ารถยนต์ EV
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบยังเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน โดยญี่ปุ่นมีสถานีชาร์จ EV สาธารณะเพียง 1 ใน 4 ของประเทศ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่มีพื้นที่เล็กกว่ามาก แต่มีจำนวนสถานีชาร์จเท่ากัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นคิดช้าเกินไปที่จะตามทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่แข่งขันดุเดือดนี้
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า: ซอฟต์แวร์คือหัวใจสำคัญ
แม้ Toyota จะมีประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่าง bZ4X แต่การจะประสบความสำเร็จในตลาด EV นั้นไม่ง่ายนัก หากพิจารณาถึงกระแสความนิยมใน Tesla และ BYD จะเห็นได้ว่าพวกเขาได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากกว่า
แนวคิดของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นบางแห่งยังคงค่อนข้างล้าสมัย การสร้างรถ EV ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคยุคใหม่จำเป็นต้องเน้นที่ซอฟต์แวร์และฟังก์ชันภายในรถเป็นหลัก ในขณะที่บริษัทญี่ปุ่นมักให้ความสำคัญกับฮาร์ดแวร์มากกว่า
สูญเสียฐานลูกค้า: เมื่อความภักดีต่อแบรนด์สั่นคลอน
บริษัทวิจัย S&P Global Mobility ชี้ให้เห็นถึงผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปว่า บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ สูญเสียลูกค้าประจำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Toyota และ Honda ที่เคยครองใจผู้บริโภคในอเมริกามาอย่างยาวนาน กำลังถูกลืมเลือน
งานวิจัยยังบ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้รถ EV ส่วนใหญ่ในปี 2022 มาจาก Toyota และ Honda ซึ่งหมายความว่าสองยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นจะต้องทำงานหนักขึ้นอีกเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้กลับมานิยมในแบรนด์ของตนอีกครั้ง
บทสรุป: อนาคตที่รอการตัดสินใจ
เมื่อเทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ตามไม่ทันย่อมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้เราจะยังไม่แน่ใจว่าการที่ Toyota และ Honda ยังไม่เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ในตลาด EV นั้นเป็นเพราะพวกเขากำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีลับ หรือเพราะพวกเขายังไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะคู่แข่งได้
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ท้าทายอำนาจของยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น และหากพวกเขาไม่เร่งปรับตัว วันหนึ่งอาจเหลือเพียงชื่อเสียงในอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
สำหรับผู้บริโภคและผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด EV เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากท่านกำลังพิจารณาที่จะลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการทำความเข้าใจแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกและการประเมินทางเลือกที่หลากหลายจะเป็นก้าวสำคัญในการตัดสินใจที่ชาญฉลาดสำหรับอนาคต.