
ผ่าวิกฤตอสังหาฯ ดิ่งลึกสุดในรอบ 23 ปี: เจาะลึกแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 และกลยุทธ์ความอยู่รอดของผู้ประกอบการ
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงการวิเคราะห์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรขึ้นลงของตลาดมาหลายรอบ ตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มาจนถึงช่วงบูมของคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า แต่สิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ในช่วงปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึง แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 นั้น ต้องยอมรับว่ามีความ “พิเศษ” และ “น่ากังวล” ในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ตัวเลขทางสถิติที่ออกมาล่าสุดไม่ใช่แค่สัญญาณเตือนภัยธรรมดา แต่มันคือ “เสียงไซเรน” ที่ดังก้องบอกว่าโครงสร้างพื้นฐานของกำลังซื้อในประเทศกำลังมีปัญหาอย่างหนัก บทความนี้ผมจะพาเจาะลึกถึงไส้ในของข้อมูล ถอดรหัสปรากฏการณ์ที่การเปิดตัวโครงการใหม่ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี และชี้ช่องทางว่าท่ามกลางวิกฤตนี้ ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ตรงไหนบ้างสำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย
สึนามิแห่งความเงียบ: เมื่อซัพพลายใหม่หายไปกว่าครึ่ง
หากเราย้อนกลับไปดูตัวเลขสถิติที่น่าตกใจ การเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวนเพียง 39,540 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 251,371 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนอะไร? มันสะท้อนให้เห็นว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 กำลังเข้าสู่ภาวะ “จำศีล” อย่างแท้จริง
เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนหน่วยลดลงถึง 39.2% และมูลค่าโครงการหายไปกว่า 35.7% หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ตัวเลขนี้ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2545 หรือต่ำสุดในรอบ 23 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แม้กระทั่งช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก เรายังไม่เห็นการชะลอตัวของการเปิดตัวโครงการใหม่ที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจาก “ความกลัว” และ “ความระมัดระวัง” ของผู้ประกอบการ (Developer) ที่มองเห็นว่ากำลังซื้อที่แท้จริง (Real Demand) ในตลาดกลาง-ล่าง ได้เหือดแห้งไปจากภาระหนี้ครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง
เจาะลึกพอร์ตสินค้า: ทำไม “บ้านหรู” ถึงเป็นผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว?
ท่ามกลางตัวเลขสีแดงเถือกในกระดาน มีกลุ่มสินค้าหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้เหมือนกับเป็นเกาะป้องกันภัย นั่นคือกลุ่ม “Luxury Segment” หรือตลาดบ้านหรูระดับบน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มูลค่าการพัฒนาสูงสุดตกไปอยู่ที่ บ้านเดี่ยว ซึ่งกวาดมูลค่าไปถึง 66,474 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ของมูลค่าตลาดรวม ทั้งที่จำนวนหน่วยไม่ได้มากนัก รองลงมาคือ คอนโดมิเนียม (20.7%) และ ทาวน์เฮาส์ (11.1%)
ความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขเจาะจงของ บ้านเดี่ยวราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป แม้จะมีจำนวนเพียง 821 หน่วย (คิดเป็น 5.3% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด) แต่กลับมีมูลค่ารวมสูงถึง 36,819 ล้านบาท หรือกินสัดส่วนไปถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดในตลาด
สิ่งนี้บอกอะไรกับเราเกี่ยวกับ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569?
มันบ่งบอกถึงภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน (K-Shaped Recovery) ผู้ที่มีรายได้สูง หรือ Wealthy Class ยังคงมีกำลังซื้อและต้องการสินทรัพย์เพื่อสะสมความมั่งคั่ง หรือเพื่ออยู่อาศัยจริง ในขณะที่ตลาดแมส (Mass Market) หรือกลุ่มคนทำงานทั่วไป กำลังเผชิญกับกำแพงหนาของ สินเชื่อบ้าน ที่ถูกปฏิเสธ (Rejection Rate) จากธนาคารพาณิชย์ที่เข้มงวดขึ้น
ความหวังใหม่หรือภาพลวงตา? : การมาของ “บ้านบีโอไอ”
เมื่อตลาดระดับกลาง-บนเริ่มอิ่มตัว และตลาดระดับกลาง-ล่างกู้ไม่ผ่าน ทางออกของผู้ประกอบการในปี 2569 จึงเริ่มเบนเข็มไปที่นโยบายสนับสนุนของภาครัฐ
เราเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาของ “บ้านบีโอไอ” หรือโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะในกลุ่ม คอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีซัพพลายทะลักเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569
ผู้ประกอบการหลายรายได้ยื่นขอใบอนุญาตและออกแบบโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อรอจังหวะปล่อยของ การเปิดตัวสินค้ากลุ่มนี้มีเป้าหมายสองกลุ่มหลัก:
กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังแรกในราคาที่ผ่อนไหว
นักลงทุน (Investors) ที่มองหาอสังหาฯ ราคาถูกเพื่อปล่อยเช่า หรือเก็งกำไรในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าออกมาเยอะ ไม่ได้การันตีว่าจะขายดีเสมอไป ความท้าทายของ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 ในเซกเมนต์นี้คือ “ทำเล” และ “การเดินทาง” หากโครงการตั้งอยู่ในจุดที่ห่างไกลเกินไป ต้นทุนการใช้ชีวิตของผู้ซื้ออาจจะไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่นักพัฒนาต้องตีให้แตก
เศรษฐกิจนำตลาด: เมื่ออสังหาฯ ไม่ใช่หัวรถจักรอีกต่อไป
มีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จะช่วยกู้วิกฤตเศรษฐกิจได้ แต่ในความเป็นจริงจากประสบการณ์ 10 ปีของผม “เศรษฐกิจคือตัวกำหนดอสังหาริมทรัพย์” ไม่ใช่ในทางกลับกัน
ตัวเลขการผลิตที่อยู่อาศัยที่ลดต่ำลง สะท้อนให้เห็นว่า GDP และรายได้ของประชากรไทยไม่ได้เติบโตทันกับราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง การฝืนเปิดตัวโครงการใหม่นับแสนหน่วยเหมือนในอดีต โดยที่กำลังซื้อไม่มีอยู่จริง จะนำไปสู่ภาวะ “ฟองสบู่” (Bubble) อย่างแน่นอน
แต่ข่าวดีเล็กๆ ท่ามกลางข่าวร้ายคือ ตลาดอสังหาฯ ไทยมีการ “ปรับตัว” (Self-Correction) ที่ดีเยี่ยม การลดซัพพลายใหม่ลงเกือบ 40% ในขณะที่ยังสามารถระบายสินค้าคงค้าง (Inventory) ออกไปได้กว่า 23,305 หน่วย (มากกว่าจำนวนเปิดใหม่ถึง 50.8%) ทำให้สต็อกเหลือขายในตลาดลดลงเหลือประมาณ 2.23 แสนหน่วย ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณว่าเรายังไม่เกิดฟองสบู่แตก แต่เป็นภาวะซึมตัวเพื่อรอการฟื้นตัว
ทิศทางและกลยุทธ์การปรับตัวสู่ปี 2569
จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิจัยต่างๆ หากเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถโตแบบก้าวกระโดดได้ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 จะมุ่งไปใน 4 ทิศทางหลัก ดังนี้:
สงครามราคาในตลาดลักชัวรี่ (Luxury Price War)
แม้ตลาดบนจะยังไปได้ แต่การแข่งขันก็ดุเดือดขึ้น เราเริ่มเห็นโครงการบ้านเดี่ยวราคา 20-50 ล้านบาท เริ่มจัดโปรโมชั่นลดราคา หรือแถมเฟอร์นิเจอร์มูลค่าสูง เพื่อเร่งปิดการขาย นี่คือโอกาสทองของผู้ซื้อที่มีเงินสด หรือมีความพร้อมด้านเครดิตที่จะได้ของดีในราคาที่ต่อรองได้
ตลาด 3-5 ล้านบาท คือ Red Ocean ที่น่ากลัว
กลุ่มสินค้าราคา 2-4 ล้านบาท หรือกลุ่มคนชั้นกลาง (Middle Class) จะเป็นกลุ่มที่เหนื่อยที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนและดอกเบี้ยขาขึ้นมากที่สุด การพัฒนาโครงการในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงหากไม่มีจุดขายที่แข็งแกร่งจริงๆ
การเติบโตของ “อสังหาฯ ทางเลือก” (Alternative Real Estate)
ในเมื่อขายขาดลำบาก ผู้ประกอบการจะหันไปจับตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Niche Market) เช่น:
Wellness Residence: ที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ รองรับสังคมสูงวัย
Pet-Friendly Condo: คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งดีมานด์สูงมากและลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า
Leasehold & Rental: การพัฒนาเพื่อปล่อยเช่าระยะยาวในเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ เพื่อดึงเม็ดเงินจากชาวต่างชาติ
ธุรกิจบริการคือกุญแจดอกใหม่ (Service-Based Model)
Developer จะไม่เป็นแค่คนสร้างบ้านขายอีกต่อไป แต่จะผันตัวไปทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องเพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น บริการบริหารนิติบุคคล, บริการซ่อมแซมบ้าน, ธุรกิจนายหน้ามือสอง หรือแม้แต่การออกไปลงทุนพัฒนาโครงการในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง
บริหารการเงินให้แกร่ง: คำแนะนำสำหรับผู้ครอบครองอสังหาฯ
ในยุคที่ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 ยังมีความผันผวนสูง สำหรับผู้ที่มีบ้านอยู่แล้วหรือกำลังผ่อนอยู่ การบริหารจัดการสภาพคล่องเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคุณเริ่มรู้สึกตึงมือ การมองหาทางเลือกอย่าง “รีไฟแนนซ์บ้าน” (Home Refinance) เพื่อลดดอกเบี้ยและลดค่างวดต่อเดือน เป็นสิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อครบสัญญา 3 ปี เพราะจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดในกระเป๋าได้ทันที
ส่วนผู้ที่มีบ้านปลอดภาระและต้องการเงินทุนหมุนเวียนไปทำธุรกิจหรือสำรองฉุกเฉิน สินเชื่อ “บ้านแลกเงิน” (Home for Cash) เป็นทางเลือกที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลมาก นอกจากนี้ อย่าลืมเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้วย “ประกันอัคคีภัยบ้าน” และประกันภัยพิบัติ เพราะในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน ความเสียหายต่อตัวทรัพย์สินอาจเป็นรายจ่ายก้อนโตที่คุณคาดไม่ถึง การทำประกันไว้คือการปกป้องความมั่งคั่งที่คุ้มค่าที่สุด
บทสรุป: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์?
เมื่อมองไปข้างหน้า การแข่งขันของประเทศไทยกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์จะรุนแรงขึ้น ข้อมูลจาก IMF ชี้ว่าขนาดเศรษฐกิจของเราอาจถูกแซงหน้าในไม่ช้า นี่คือโจทย์ใหญ่ระดับมหภาคที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
สำหรับผู้ประกอบการ การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด การลดขนาดโครงการ เน้นคุณภาพ และหันไปจับตลาดเฉพาะกลุ่มคือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ส่วนผู้ซื้อ นี่คือช่วงเวลาของ “ตลาดของผู้ซื้อ” (Buyer’s Market) อย่างแท้จริง หากคุณมีความพร้อมทางการเงิน คุณมีอำนาจต่อรองสูงสุดในรอบหลายสิบปี
ตลาดอสังหาฯ ไทยอาจจะซบเซา แต่ไม่ได้ตาย มันเพียงแค่กำลังผลัดใบเพื่อรอวันเติบโตในรูปแบบใหม่ ใครที่ปรับตัวได้เร็วกว่า มองเห็น แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2569 ได้ขาดกว่า คนนั้นคือผู้ชนะในเกมนี้
หากคุณกำลังมองหาบ้านที่ใช่ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด หรือต้องการที่ปรึกษาเพื่อวางแผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้พลาดเป้า อย่าปล่อยให้โอกาสในวิกฤตนี้หลุดลอยไป
ค้นหาดีลอสังหาฯ ที่ดีที่สุดและรับคำปรึกษาจากมืออาชีพได้ที่ Tooktee วันนี้ คลิกเลย!