
บทสรุปภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปี 2567: การเติบโตระดับโลกท่ามกลางความท้าทายในไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2567 ที่ผ่านมา แม้ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะชะลอตัว ส่งผลให้ยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ลดลงถึง 8% อันเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อและการปรับนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเรากางมองภาพอุตสาหกรรม รถยนต์ไฟฟ้า ในระดับโลก เราจะพบว่ายังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2567 ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
การทำความเข้าใจพลวัตของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง บทความนี้จึงขออาสาพาท่านผู้อ่านไปเจาะลึกข้อมูลการจัดอันดับยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ประจำปี 2567 เปรียบเทียบระหว่างสองตลาดหลัก พร้อมวิเคราะห์เจาะลึกว่ารุ่นและแบรนด์ใดที่ก้าวขึ้นมาเป็นที่นิยมสูงสุด และปัจจัยใดบ้างที่ขับเคลื่อนความสำเร็จหรือความท้าทายในแต่ละภูมิภาค
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกปี 2567: BEV เติบโต 14% แต่ PHEV พุ่งแรงถึง 53%
ในปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และยานยนต์ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กไฮบริด (PHEV) สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 17,232,066 คัน ถือเป็นปีแรกที่ยอดขายทะลุ 17 ล้านคัน และมีการเติบโตถึง 26% เมื่อเทียบกับปี 2566
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ รถยนต์ PHEV ทั่วโลก โดยมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 53% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 37% ของยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมด หรือประมาณ 6.3 ล้านคันทั่วโลก ในขณะที่ยอดจดทะเบียน BEV เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า สัดส่วนรวมของ รถยนต์ไฟฟ้า (BEV + PHEV) ต่อยอดขายรถยนต์ทั่วโลกได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 22% แล้ว โดยมียอดขายรถยนต์รวมทั่วโลกประมาณ 78 ล้านคัน
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก: BYD ยังคงแข็งแกร่ง Tesla ต้องปรับตัว
เมื่อพิจารณายอดขายรวมของทั้ง BEV และ PHEV แบรนด์ BYD ยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดโลก ด้วยยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า รวม 4,063,350 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 23.6% และสามารถขยายช่องว่างจาก Tesla ซึ่งเป็นอันดับ 2 ได้มากกว่า 2 ล้านคัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของ BYD ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
Tesla แม้จะยังคงรั้งตำแหน่งอันดับ 2 แต่ส่วนแบ่งตลาดเริ่มลดลง โดยมียอดขาย 1,789,226 คัน และส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 10.4% จากที่เคยสูงถึง 17% ในปี 2562 บ่งชี้ว่า Tesla จำเป็นต้องเร่งพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรักษาการเติบโตในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า เอาไว้
นอกจาก BYD และ Wuling (อันดับ 3) แล้ว เรายังได้เห็นการเติบโตที่โดดเด่นของแบรนด์จีนอื่นๆ เช่น Geely (อันดับ 4), Li Auto (อันดับ 6), Aion (อันดับ 8), AITO (อันดับ 9), Leap Motor (อันดับ 12), Deepal (อันดับ 19) และ Changan (อันดับ 20) การที่แบรนด์จีนสามารถครองสัดส่วนถึง 11 จาก 20 อันดับแรก แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของแบรนด์จีนใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ระดับโลก
ขณะเดียวกัน แบรนด์ดั้งเดิมบางส่วนก็เริ่มปรับตัวและมียอดขายที่ดีขึ้น เช่น BMW (อันดับ 5), Volkswagen (อันดับ 7), Mercedes (อันดับ 10), Volvo (อันดับ 11) และ Kia (อันดับ 13) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Toyota ที่มียอดขายเติบโตถึง 69% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และไต่อันดับขึ้นมาถึง 5 อันดับ แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ดั้งเดิมเหล่านี้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า มากขึ้นอย่างจริงจัง
Toyota สร้างเซอร์ไพรส์ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก
แม้จะมีกระแสข่าวที่ท้าทายเกี่ยวกับกลยุทธ์ รถยนต์ไฟฟ้า ของ Toyota แต่ในปี 2567 แบรนด์นี้กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 6 รุ่นที่มียอดขายเกิน 10,000 คัน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ Toyota ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ที่หลายคนอาจมองข้ามไป
แบรนด์ดั้งเดิมเผชิญความท้าทาย: Jeep และ Ford หลุดจาก Top 20
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นส่งผลให้ Jeep และ Ford เป็นสองแบรนด์ดั้งเดิมที่หลุดจาก 20 อันดับแรกของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2567 นี้ ทำให้สัดส่วนของแบรนด์ดั้งเดิมใน Top 20 ลดลงเหลือ 8 แบรนด์ ขณะที่แบรนด์จีนได้กลายเป็นกลุ่มหลักในตาราง
แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกปี 2568: BYD ขยายตลาด Tesla ต้องปรับกลยุทธ์
สำหรับแนวโน้มที่น่าสนใจในปี 2568 BYD มีแนวโน้มที่จะขยายตลาดสู่ภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากตลาดในประเทศจีนเริ่มอิ่มตัว การเติบโตของ BYD ในตลาดโลกจะเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ Tesla จำเป็นต้องเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กราคาเข้าถึงง่าย เพื่อกลับมาเติบโตและชิงส่วนแบ่งตลาดคืน
10 อันดับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมทั่วโลกปี 2567: Tesla Model Y ยังคงครองแชมป์ BYD Song มาแรง
Tesla Model Y ยังคงครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกประจำปี 2567 ด้วยยอดจดทะเบียนเกือบ 1.2 ล้านคัน นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่รุ่นนี้คว้าแชมป์ และใกล้เคียงสถิติสูงสุดตลอดกาลของ Nissan Leaf และ Tesla Model 3 อย่างไรก็ตาม แม้จะยังคงเป็นอันดับ 1 แต่ยอดขายของ Model Y กลับลดลงเล็กน้อย 3% เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2568 กับการเปิดตัว Model Y รุ่นใหม่
BYD Song (รวมรุ่น BEV และ PHEV) ยังคงรักษาอันดับ 2 ด้วยยอดจดทะเบียน 739,000 คัน เติบโตขึ้น 16% จากปี 2566 และทิ้งห่าง Tesla Model 3 ไปอย่างสบายๆ
Tesla Model 3 อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดจดทะเบียน 533,000 คัน ซึ่งเป็นยอดขายที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่การเติบโตค่อนข้างน้อย (เพิ่มขึ้นเพียง 4,000 คัน) และส่วนแบ่งตลาดลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 บ่งชี้ถึงอายุตลาดที่มากขึ้นของ Model 3 และการแข่งขันที่สูงขึ้นในเซกเมนต์นี้
BYD Seagull มาแรง แบรนด์จีนครอง Top 10
BYD Seagull/Dolphin Mini ไต่อันดับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ด้วยยอดจดทะเบียน 489,000 คัน เติบโตถึง 93% จากปี 2566 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 จนอาจแซงหน้า Tesla Model 3 ได้ ทั้งนี้ BYD มีรถยนต์ไฟฟ้าติดอันดับ Top 20 ถึง 10 รุ่น และ 7 ใน 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างมากของ BYD ใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
Wuling HongGuang Mini EV และ Wuling Bingo ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่ม รถยนต์ไฟฟ้า ราคาประหยัด โดยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 และ 12 ตามลำดับ ส่วน AITO และ Li Auto แบรนด์น้องใหม่สามารถส่งรถยนต์ไฟฟ้าติดอันดับ Top 20 ได้สำเร็จ โดย AITO มี M7 และ M9 อยู่ในอันดับ 14 และ 18 ส่วน Li Auto มี L6 อยู่ในอันดับ 15
รถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen (ID.4 และ ID.3) และ Aion Y มียอดขายลดลงและอันดับร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่แบรนด์ดั้งเดิมเหลือเพียง VW ที่มีเพียง 2 รุ่นใน Top 20 คือ VW ID.4 และ ID.3 ซึ่งลดลงจาก 4 รุ่นในปี 2565 บ่งชี้ถึงความท้าทายที่แบรนด์ดั้งเดิมต้องเผชิญในการแข่งขันกับแบรนด์จีนใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปี 2568: Tesla Model 3 อาจหลุด Top 3
คาดการณ์ว่า Tesla Model 3 อาจจะหลุดจาก Top 3 ในปี 2568 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากยอดขายอาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย และถูกแซงหน้าโดย BYD Seagull ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ แบรนด์จีนจะยังคงเป็นผู้นำใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และมีการแข่งขันกันเองที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันกับแบรนด์ดั้งเดิมที่พยายามปรับตัวเข้าสู่ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2567: BEV ลดลง 8% แต่ PHEV โต 17%
ในประเทศไทย ปี 2567 มียอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า รวม (BEV และ PHEV) ทั้งสิ้น 133,321 คัน โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) อยู่ที่ 70,137 คัน ซึ่งลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังคงดีกว่าภาพรวมตลาดรถยนต์โดยรวมของไทยที่ลดลงถึง 26% แสดงให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ ตลาด BEV ยังคงมีความต้องการอยู่บ้าง
ส่วนยอดจดทะเบียน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในไทย ปี 2567 อยู่ที่ 63,184 คัน คิดเป็นสัดส่วน 47% ของยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมดในประเทศไทย หากนับยอด PHEV อย่างเดียว พบว่ามีการเติบโตถึง 17% จากปี 2566
สำหรับสัดส่วน รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทยอยู่ที่ 14% สัดส่วน รถยนต์ PHEV อยู่ที่ 12% และสัดส่วน รถยนต์ BEV+PHEV อยู่ที่ 26% จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทย 502,077 คัน
แบรนด์ BEV ยอดนิยมในไทยปี 2567: Volvo มาแรง BYD ยังคงครองแชมป์
ตลาด BEV ในไทยเผชิญกับการหดตัว ยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รวมในปี 2567 อยู่ที่ 70,137 คัน ลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวลงในปีนี้ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อและการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น
ที่น่าสังเกตคือ ยอดจดทะเบียนลดลงเกือบทุกแบรนด์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะ MG, NETA, Tesla และ ORA ที่มียอดจดทะเบียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (มากกว่า 28%) แม้ BYD จะยังคงเป็นแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดใน ตลาด EV ไทย (38.5%) แต่ยอดจดทะเบียนของ BYD เองก็ลดลง 11.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้จะยังเป็นผู้นำ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายในตลาดที่ชะลอตัว
มีเพียงบางแบรนด์ที่สามารถเติบโตสวนกระแสได้ในปี 2567 ได้แก่ Volvo, BMW และ Wuling โดย Volvo มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุด (+40.2%) ตามมาด้วย Wuling (+44.8%) และ BMW (+5.7%) แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์เหล่านี้ใน ตลาด EV ไทย
ChangAn และ Aion เป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2567 เนื่องจากทั้งสองแบรนด์มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2566 (จาก 2 คัน และ 89 คัน ในปี 2566 มาเป็น 5,912 คัน และ 5,185 คัน ในปี 2567 ตามลำดับ) และสามารถเข้ามาอยู่ใน Top 5 ของแบรนด์ EV ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทยได้สำเร็จ
แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2568: การแข่งขันดุเดือด BYD ยังคงแข็งแกร่ง
BYD Dolphin และ Atto 3 ยังคงครองอันดับ 1 และ 2 รุ่นรถยอดนิยมในประเทศไทย โดย BYD Dolphin เป็นรุ่นรถที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทย (13,386 คัน) ตามมาด้วย BYD Atto 3 (7,747 คัน) แสดงถึงความนิยมใน รถยนต์ไฟฟ้า ของ BYD ในทุกเซกเมนต์ และคาดว่าในปี 2568 จะเติบโตต่อไปได้อีก
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในไทยจะยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างแบรนด์จีนที่เน้นราคาเข้าถึงง่าย และแบรนด์ยุโรปที่เน้นภาพลักษณ์และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แบรนด์จีนน่าจะยังคงเป็นกลุ่มหลักใน ตลาด BEV ไทย ต่อไป โดยเฉพาะ BYD ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายและแข็งแกร่ง
ในปี 2568 เราน่าจะได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ใหม่ อย่าง ChangAn, Aion และแบรนด์จีนอื่นๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ส่วนแบรนด์ดั้งเดิม (เช่น Tesla, ORA, MG, NETA) จะเผชิญความท้าทายในการแข่งขัน และอาจต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคา ผลิตภัณฑ์ หรือการตลาด เพื่อรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด
Toyota กับความท้าทายในยุคยานยนต์ไฟฟ้า
แม้ Toyota จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำยอดขายรถยนต์อันดับ 1 ของโลกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ด้วยยอดขายเกือบ 11 ล้านคันในปี 2567 แต่ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของแบรนด์นี้กลับมีสัดส่วนเพียง 1% ในขณะที่แบรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า อื่นๆ กลับมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ยอดขายรวมของ Toyota ในปี 2567 อยู่ที่มากกว่า 10.8 ล้านคัน (รวมแบรนด์ Daihatsu, Hino และ Lexus) ซึ่งลดลง 3.7% จากปีก่อนหน้า โดยยอดขายภายใต้แบรนด์ Toyota และ Lexus ลดลงประมาณ 1.4% ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ยอดขายรวมลดลง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากยอดขายในประเทศที่ลดลงถึง 20% อันเนื่องมาจากปัญหาใบรับรองรถยนต์ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ Toyota ต้องระงับการผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมบางรุ่น
ส่วนยอดขายในต่างประเทศก็ลดลงเช่นกันในตลาดสำคัญๆ เช่น จีน (-6.9%), อินโดนีเซีย (-9.5%) และไทย (-17.1%) ซึ่ง Toyota ระบุว่าผลกระทบที่ทำให้ยอดขายรวมลดลงคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่และการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น
ในขณะที่รถยนต์ไฮบริดของ Toyota ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40% ในปี 2567 แต่ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้าล้วน ของ Toyota ยังคงตามหลังแบรนด์อื่น ๆ โดยยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้ารวม แบรนด์ Toyota และ Lexus ทำได้เพียง 139,892 คัน คิดเป็น 1.4% ของยอดขายทั้งหมด
Volkswagen ซึ่งมียอดขายรถยนต์สูงสุดเป็นอันดับสอง ก็มียอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ลดลงด้วยเช่นกัน โดยขาย รถยนต์ไฟฟ้า ได้เกือบ 745,000 คัน หรือคิดเป็น 8% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ลดลง 3.4% จากปี 2566
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตอย่าง BYD และ Hyundai กลับมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น BYD ขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้มากกว่า Nissan และ Honda เป็นครั้งแรก ด้วยยอดขายกว่า 4.25 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 41% จากปี 2566 ทำให้ BYD ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน และกำลังก้าวขึ้นสู่ระดับโลก
Hyundai Motor Group ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มียอดขายมากกว่า 7.2 ล้านคันในปี 2567 แม้จะลดลง 1% จากปีก่อนหน้า แต่ก็สามารถไล่ตาม Toyota และ Volkswagen ทัน โดยแบรนด์ Hyundai และ Kia ทำยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ได้มากกว่า 200,000 คันทั่วโลกในปีที่แล้ว
ปัจจุบัน Hyundai และ Kia กำลังเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ หลายรุ่น เช่น IONIQ 9, Kia EV3 และ Hyundai Inster SUV ราคาประหยัด เพื่อรุกตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ในปีนี้ต่อไป
อนาคตของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยังคงเต็มไปด้วยพลวัตที่น่าจับตา การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ต่างๆ จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังพิจารณา รถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำปรึกษาที่ตรงกับความต้องการของคุณ.