
บทวิเคราะห์เจาะลึก: ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปี 2567/2568 – พลวัตโลกและสถานการณ์ไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาดรถยนต์ แต่สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ทั่วโลก แม้ว่าในประเทศไทย ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จะเผชิญกับความท้าทายในช่วงปี 2567 โดยมียอดจดทะเบียนลดลงถึง 8% อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ทว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลกยังคงแข็งแกร่ง ยอดขายทั่วโลกของรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2567 เติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
การทำความเข้าใจพลวัตของตลาด รถยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องมีข้อมูลที่รอบด้าน บทความนี้จึงขอนำเสนอการวิเคราะห์เจาะลึกถึงการจัดอันดับยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2567 เปรียบเทียบระหว่างตลาดโลกและตลาดไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงแบรนด์และรุ่นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพรวมของอุตสาหกรรม รถยนต์ไฟฟ้า ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกปี 2567: BEV ยังคงแข็งแกร่ง แต่ PHEV มาแรงแซงโค้ง
ในปี 2567 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 17,232,066 คัน ถือเป็นครั้งแรกที่ตลาดทะลุ 17 ล้านคัน แสดงถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 26% เมื่อเทียบกับปี 2566
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การเติบโตที่น่าประทับใจของ PHEV ทั่วโลก โดยมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 37% ของยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมด หรือประมาณ 6.3 ล้านคัน ในขณะที่ยอดจดทะเบียน BEV เพิ่มขึ้น 14% สัดส่วนของ รถยนต์ไฟฟ้า (BEV + PHEV) ต่อยอดขายรถยนต์รวมทั่วโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 22% แล้ว โดยยอดขายรถยนต์รวมทั่วโลกในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 78 ล้านคัน
การแข่งขันอันดุเดือด: BYD ครองแชมป์โลก Tesla รักษาระดับ แบรนด์จีนผงาด
ในสมรภูมิ รถยนต์ไฟฟ้า ระดับโลก แบรนด์ BYD ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น โดยมียอดขายรวม BEV และ PHEV สูงสุดถึง 4,063,350 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 23.6% ทิ้งห่าง Tesla ซึ่งเป็นอันดับ 2 ไปกว่า 2 ล้านคัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ BYD ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ที่ยากจะสั่นคลอน
Tesla ยังคงครองอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 1,789,226 คัน แต่ส่วนแบ่งตลาดกลับลดลงเหลือ 10.4% จากเดิมที่เคยสูงถึง 17% ในปี 2562 บ่งชี้ว่า Tesla จำเป็นต้องเร่งพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
นอกจาก BYD และ Wuling (อันดับ 3) แล้ว แบรนด์จีนอื่นๆ ก็แสดงศักยภาพการเติบโตอย่างโดดเด่นเช่นกัน อาทิ Geely (อันดับ 4), Li Auto (อันดับ 6), Aion (อันดับ 8), AITO (อันดับ 9), Leap Motor (อันดับ 12), Deepal (อันดับ 19) และ Changan (อันดับ 20) ซึ่งรวมแล้วแบรนด์จีนสามารถครองสัดส่วนถึง 11 จาก 20 อันดับแรก แสดงถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของแบรนด์จีนในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลก
ในขณะที่แบรนด์จีนมาแรง แบรนด์ดั้งเดิมหลายรายก็เริ่มปรับตัวและทำผลงานได้ดีขึ้น อาทิ BMW (อันดับ 5), Volkswagen (อันดับ 7), Mercedes (อันดับ 10), Volvo (อันดับ 11) และ Kia (อันดับ 13) โดยเฉพาะ Toyota ที่สร้างความประหลาดใจด้วยการเติบโตถึง 69% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และไต่อันดับขึ้นมาถึง 5 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ดั้งเดิมเหล่านี้เริ่มให้ความสำคัญกับตลาด รถยนต์ไฟฟ้า มากขึ้นอย่างจริงจัง
Toyota: เซอร์ไพรส์ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับความท้าทายในกลุ่ม รถยนต์ไฟฟ้า แต่ Toyota กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างมากในปี 2567 โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 6 รุ่นที่มียอดขายเกิน 10,000 คันในปีดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ถูกมองข้ามไปของ Toyota ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
แบรนด์ดั้งเดิมหลุด Top 20: การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
Jeep และ Ford เป็นสองแบรนด์ดั้งเดิมที่หลุดจาก Top 20 ในปี 2567 ทำให้สัดส่วนของแบรนด์ดั้งเดิมใน 20 อันดับแรก ลดลงเหลือ 8 แบรนด์ ในขณะที่แบรนด์จีนกลายเป็นกลุ่มหลักในตาราง แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
แนวโน้มปี 2568: BYD รุกตลาดโลก Tesla ต้องปรับกลยุทธ์
สำหรับแนวโน้มในปี 2568 BYD มีแนวโน้มที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากตลาดในประเทศจีนเริ่มอิ่มตัว การเติบโตของ BYD ในตลาดโลกจะเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ Tesla จำเป็นต้องเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กราคาเข้าถึงง่าย เพื่อกลับมาเติบโตและชิงส่วนแบ่งตลาดคืนในปี 2568
เจาะลึกรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุด: Tesla Model Y ยังครองแชมป์ BYD Song มาแรง
Tesla Model Y ยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกประจำปี 2567 ด้วยยอดจดทะเบียนเกือบ 1.2 ล้านคัน ครองตำแหน่งแชมป์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แม้ว่ายอดขายจะลดลงเล็กน้อย 3% เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่คาดว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2568 กับการปล่อย Model Y รุ่นใหม่ออกมา
BYD Song (รวมรุ่น BEV และ PHEV) ยังคงรักษาอันดับ 2 ด้วยยอดจดทะเบียน 739,000 คัน เติบโตขึ้น 16% จากปี 2566 และทิ้งห่าง Tesla Model 3 ไปอย่างสบายๆ
Tesla Model 3 อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดจดทะเบียน 533,000 คัน ซึ่งเป็นยอดขายที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่การเติบโตค่อนข้างน้อย และส่วนแบ่งตลาดลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 บ่งชี้ถึงอายุตลาดที่มากขึ้นของ Model 3 และการแข่งขันที่สูงขึ้น
BYD Seagull: ดาวรุ่งพุ่งแรง
BYD Seagull/Dolphin Mini สร้างความประทับใจด้วยการไต่อันดับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ด้วยยอดจดทะเบียน 489,000 คัน เติบโตถึง 93% จากปี 2566 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 จนอาจจะแซงหน้า Tesla Model 3 ได้ ทั้งนี้ BYD มีรถยนต์ไฟฟ้าติดอันดับ Top 20 ถึง 10 รุ่น และ 7 ใน 10 อันดับแรก แสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างมากของ BYD ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
Wuling HongGuang Mini EV และ Wuling Bingo ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด โดยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 และ 12 ตามลำดับ ส่วน AITO และ Li Auto แบรนด์น้องใหม่สามารถส่งรถยนต์ไฟฟ้าติดอันดับ Top 20 ได้สำเร็จ
ความท้าทายของแบรนด์ดั้งเดิม: การแข่งขันกับแบรนด์จีน
รถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen (ID.4 และ ID.3) และ Aion Y มียอดขายลดลงและอันดับร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงถึงความท้าทายที่แบรนด์ดั้งเดิมต้องเผชิญในการแข่งขันกับแบรนด์จีนในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
แนวโน้มปี 2568: Tesla Model 3 อาจหลุด Top 3 BYD ยังคงผู้นำ
คาดการณ์ว่า Tesla Model 3 อาจหลุดจาก Top 3 ในปี 2568 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากยอดขายอาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย และถูกแซงหน้าโดย BYD Seagull ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ แบรนด์จีนจะยังคงเป็นผู้นำในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า และมีการแข่งขันกันเองที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันกับแบรนด์ดั้งเดิมที่พยายามปรับตัวเข้าสู่ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย: BEV หดตัว PHEV เติบโต
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า รวม (BEV + PHEV) ในปี 2567 อยู่ที่ 133,321 คัน โดยยอดจดทะเบียน BEV อยู่ที่ 70,137 คัน ลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การลดลงนี้ยังน้อยกว่าตลาดรถยนต์โดยรวมของไทยที่ลดลงถึง 26% แสดงให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจจะซบเซา ตลาด BEV ยังคงมีความต้องการอยู่บ้าง
ในทางกลับกัน ยอดจดทะเบียน PHEV ในไทยปี 2567 อยู่ที่ 63,184 คัน คิดเป็นสัดส่วน 47% ของยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมดในประเทศไทย และเติบโตขึ้นถึง 17% จากปี 2566
สัดส่วน BEV ในประเทศไทยอยู่ที่ 14% สัดส่วน PHEV อยู่ที่ 12% และสัดส่วน BEV+PHEV อยู่ที่ 26% จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทย 502,077 คัน
การแข่งขันในตลาด BEV ไทย: BYD ยังคงเป็นผู้นำ Volvo มาแรง
ตลาด BEV ในไทยมีการชะลอตัวลงในปี 2567 ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและระบบการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากกว่าเดิม ยอดจดทะเบียนลดลงเกือบทุกแบรนด์ โดยเฉพาะ MG, NETA, Tesla และ ORA ที่มียอดจดทะเบียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (มากกว่า 28%) แม้ BYD จะยังคงเป็นแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในตลาด EV ไทย (38.5%) แต่ยอดจดทะเบียนของ BYD เองก็ลดลง 11.9% เมื่อเทียบกับปี 2566
มีเพียงบางแบรนด์ที่สามารถเติบโตสวนกระแสได้ในปี 2567 ได้แก่ Volvo, BMW และ Wuling โดย Volvo มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุด (+40.2%) ตามมาด้วย Wuling (+44.8%) และ BMW (+5.7%) แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์เหล่านี้ในตลาด EV ไทย
ChangAn และ Aion: แบรนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามอง
ChangAn และ Aion เป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2567 เนื่องจากทั้งสองแบรนด์มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2566 และสามารถเข้ามาอยู่ใน Top 5 ของแบรนด์ EV ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทยได้สำเร็จ
แนวโน้มตลาดรถ EV ไทยปี 2568: การแข่งขันรุนแรง BYD ยังคงแข็งแกร่ง
ในปี 2568 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างแบรนด์จีนที่เน้นราคาเข้าถึงง่าย และแบรนด์ยุโรปที่เน้นภาพลักษณ์และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แบรนด์จีนน่าจะยังคงเป็นกลุ่มหลักในตลาด BEV ไทยต่อไป โดยเฉพาะ BYD ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายและแข็งแกร่ง
เราน่าจะได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ใหม่ อย่าง ChangAn, Aion และแบรนด์จีนอื่นๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ส่วนแบรนด์ดั้งเดิม (เช่น Tesla, ORA, MG, NETA) จะเผชิญความท้าทายในการแข่งขัน และอาจต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคา ผลิตภัณฑ์ หรือการตลาด เพื่อรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด
Toyota: ผู้นำตลาดรถยนต์ แต่ EV ยังตามหลัง
Toyota ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำยอดขายรถยนต์อันดับ 1 ของโลกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ด้วยยอดขายเกือบ 11 ล้านคันในปี 2567 แต่ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีเพียง 1% เท่านั้น ในขณะที่แบรนด์รถยนต์ EV อื่น ๆ ต่างมียอดขายเพิ่มขึ้น
แม้ Toyota จะมียอดขายรวมสูง แต่ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้าล้วน ของ Toyota ยังคงตามหลังแบรนด์อื่น ๆ โดยทำได้เพียง 139,892 คัน คิดเป็น 1.4% ของยอดขายทั้งหมด
Volkswagen: ยอดขาย EV ลดลง
Volkswagen ซึ่งมียอดขายรถยนต์สูงสุดเป็นอันดับสอง ก็มียอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ลดลงด้วยเช่นกัน ขาย รถยนต์ไฟฟ้า ได้เกือบ 745,000 คัน หรือคิดเป็น 8% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ
BYD และ Hyundai: ผู้ท้าชิงที่น่าจับตามอง
ในขณะที่ผู้นำด้านยานยนต์ระดับโลกทั้งสองแบรนด์ยังคงตามหลังด้านการเปลี่ยนผ่านมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า ฝั่งของผู้ผลิตอื่น ๆ อย่าง BYD และ Hyundai กลับมียอดขายที่เพิ่มขึ้น
ในปี 2567 BYD ขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้มากกว่า Nissan และ Honda เป็นครั้งแรก ด้วยยอดขายกว่า 4.25 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 41% จากยอดขายประมาณ 3 ล้านคันในปี 2566 ทำยอดขายแซงหน้า Volkswagen และขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน และตอนนี้ก็กำลังจะไต่ขึ้นไปในระดับโลก
ทางด้านของ Hyundai Motor Group ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มียอดขายมากกว่า 7.2 ล้านคันในปี 2567 แม้ว่ายอดขายจะลดลง 1% จากปี 2566 แต่ก็สามารถไล่ตาม Toyota และ Volkswagen ทัน โดยแบรนด์ Hyundai และ Kia ทำยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ได้มากกว่า 200,000 คันทั่วโลกในปีที่แล้ว
อนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง แม้ในประเทศไทยจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่การเข้ามาของแบรนด์ใหม่ๆ และนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดต่อไป
การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่างแบรนด์จีนและแบรนด์ดั้งเดิม จะนำมาซึ่งทางเลือกที่หลากหลายและราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค การจับตาดูแนวโน้มของตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2568 จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม
หากท่านเป็นผู้ที่สนใจในอนาคตของ รถยนต์ไฟฟ้า หรือกำลังมองหารถยนต์พลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของท่าน วันนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และพิจารณาการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว.