
สัมผัสประสบการณ์ใหม่แห่งยนตรกรรมหรู: Mercedes-Benz G-Class เจเนอเรชันที่ 2 – พลัง สไตล์ และนวัตกรรมที่เหนือกว่า
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของรถยนต์หรูมามากมาย แต่มีเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและรักษาเสน่ห์เหนือกาลเวลาได้เท่ากับ Mercedes-Benz G-Class มาจนถึงปัจจุบัน การเปิดตัว Mercedes-Benz G-Class เจเนอเรชันที่ 2 ในปี 2018 ไม่ใช่เพียงการปรับโฉม แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ออฟโรดระดับตำนานให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานสมรรถนะที่ดุดัน เทคโนโลยีอันชาญฉลาด และความหรูหราที่คุ้นเคย
การเปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์: G 500 และการมาถึงของขุมพลัง AMG
โลกยานยนต์ได้ตื่นตะลึงเมื่อ Mercedes-Benz G-Class รุ่นที่ 2 ได้ปรากฏโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ในเดือนมกราคม 2018 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทันทีที่เปิดตัว Mercedes-Benz G 500 ได้ประกาศราคาจำหน่ายในเยอรมนีที่ 107,040 ยูโร หรือประมาณ 4.28 ล้านบาทไทย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความพรีเมียมและความพิเศษของรถรุ่นนี้
แต่ Mercedes-Benz ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เพียงหนึ่งเดือนต่อมา ข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์สมรรถนะสูงก็ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2018 การเพิ่มทางเลือกรุ่นพิเศษที่พัฒนาโดยแผนก AMG ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนารถแข่งและรถสมรรถนะสูงของแบรนด์ Mercedes-AMG G 63 ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดการเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2018 หลังจากนั้นจึงจะประกาศราคาและเปิดรับจอง โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบรถได้ในเดือนมิถุนายน 2018
การมาถึงของ Mercedes-AMG G 63 ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ Mercedes-Benz ได้นำเสนอรถยนต์ในรหัส AMG 63 หลากหลายโมเดลมาแล้วถึง 17 รุ่น โดยรุ่นที่มีราคาเข้าถึงง่ายที่สุดคือ Mercedes-AMG C 63 ซีดานขนาดกะทัดรัด ราคาเริ่มต้นที่ 76,398 ยูโร หรือประมาณ 3.06 ล้านบาทไทย ขณะที่รุ่นราคาสูงสุดคือ Mercedes-AMG S 63 4MATIC+ Cabriolet ซึ่งเป็นรถยนต์เปิดประทุนขับเคลื่อนสี่ล้อ สนนราคาที่ 192,720 ยูโร หรือราว 7.71 ล้านบาทไทย การที่ AMG เข้ามาพัฒนา G-Class ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของรถยนต์รุ่นนี้
หัวใจที่บึกบึน: พลังของ Mercedes-AMG G 63
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของ Mercedes-AMG G 63 เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐานอยู่ที่การปรับแต่งเครื่องยนต์อย่างเหนือชั้น หัวใจหลักคือเครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 3,982 ซีซี DOHC ที่ยกมาจาก Mercedes-Benz G 500 แต่ได้รับการอัพเกรดอย่างเต็มพิกัด แรงบิดสูงสุดพุ่งทะยานจาก 610 นิวตัน-เมตร (62.2 กก.-ม.) เป็น 850 นิวตัน-เมตร (86.7 กก.-ม.) เพิ่มขึ้นถึง 39.3% ในขณะที่กำลังสูงสุดก็ก้าวกระโดดจาก 422 แรงม้า (310 กิโลวัตต์) เป็น 585 แรงม้า (430 กิโลวัตต์) หรือเพิ่มขึ้นถึง 38.7%
ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ชัดเจนคือสมรรถนะที่น่าทึ่ง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ลดลงจาก 5.9 วินาที เหลือเพียง 4.5 วินาที เร็วขึ้นถึง 1.4 วินาที ในขณะที่ความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 210 กม./ชม. เป็น 220 กม./ชม. (จำกัด) และสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เร็วยิ่งกว่านั้น แพ็คเกจ DRIVER’S PACKAGE จากโรงงานจะปลดล็อกความเร็วสูงสุดไปสู่ 240 กม./ชม. ได้อย่างทันท่วงที
แม้ว่าประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้จะมาพร้อมกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 13.2 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 7.6 กม./ลิตร และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 299 กรัม/กม. ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจทำให้หลายคนสะดุ้ง แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ Mercedes-AMG G 63 แล้ว สมรรถนะที่เหนือชั้นและความเร้าใจในการขับขี่คือสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญสูงสุด
สเปกเด่นของ Mercedes-AMG G 63:
เครื่องยนต์: V8 Bi-Turbo เบนซิน หัวฉีดตรง
กำลังสูงสุด: 585 แรงม้า
ระบบเกียร์: 9 จังหวะ อัตโนมัติ G-TRONIC
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4MATIC)
น้ำหนักรถพร้อมขับ: 2,560 กก. (มาตรฐาน EC)
ความเร็วสูงสุด: 220 กม./ชม. (หรือ 240 กม./ชม. พร้อม DRIVER’S PACKAGE)
E-Class Estate AMG Dynamic: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสุนทรีย์และประโยชน์ใช้สอย
นอกเหนือจาก G-Class แล้ว Mercedes-Benz ยังคงเดินหน้าเสริมทัพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ซีดานหรูอย่าง E-Class ในปี 2018 Mercedes-Benz (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว Mercedes-Benz E 220 d Estate AMG Dynamic ครั้งแรกในประเทศไทย เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามของรถยนต์สไตล์ซีดาน เข้ากับประโยชน์ใช้สอยและความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์ Estate
การออกแบบภายนอกที่โดดเด่น:
E 220 d Estate AMG Dynamic มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่เน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยเส้นหลังคาที่ลาดเอียงลงไปถึงด้านท้าย เสริมด้วยชุดแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling ไฟหน้า MULTIBEAM LED ระบบส่องสว่างอัจฉริยะที่สามารถปรับลำแสงไฟตามการเลี้ยวของพวงมาลัย เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ในโค้ง พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ไฟ Daytime Running Light แบบ LED รูปแบบไฟเบอร์ออปติก ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และไฟท้าย LED ที่เข้ากับดีไซน์โดยรวม หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และฝากระโปรงท้ายที่เปิด-ปิดได้อัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า ปิดท้ายด้วยปลายท่อไอเสียโครเมียมคู่ที่เพิ่มความดุดัน
ห้องโดยสารที่หรูหราและกว้างขวาง:
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเบาะหนัง Nappa พร้อมระบบไฟ Ambient Lighting ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 สี สร้างบรรยากาศที่หลากหลาย ระบบเครื่องเสียง Burmester® พร้อม DSP Amplifier และลำโพง 13 ตัว มอบประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียม กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น และแน่นอน หลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร พื้นที่เก็บสัมภาระมีความจุมากถึง 670-1,820 ลิตร พร้อมเบาะหลังที่สามารถพับได้แบบ 40:20:40 โดยสามารถปรับเอนเพิ่มได้อีกประมาณ 10 องศา เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้ถึง 30 ลิตร และยังมีฟังก์ชันเปิดฝาท้ายอัตโนมัติที่อำนวยความสะดวก
ขุมพลังและความปลอดภัยที่เหนือกว่า:
E 220 d Estate AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม. ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 235 กม./ชม.
ด้านความปลอดภัย Mercedes-Benz ได้ติดตั้งระบบ PRE-SAFE® System โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP®, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบ Adaptive Brake พร้อมฟังก์ชั่น Hold และ Hill-Start Assist, ระบบเตือนแรงดันลมยาง, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่, เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง จานเบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน เพื่อประสิทธิภาพในการเบรกสูงสุด
พิเศษยิ่งกว่านั้น E 220 d Estate ยังมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนแบบถุงลม AIR BODY CONTROL ที่เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งจะปรับการรับแรงสั่นสะเทือนที่ล้อแต่ละล้ออย่างอิสระ พร้อมสวิทช์ DYNAMIC SELECT ที่สามารถปรับการทำงานของระบบกันสะเทือนได้ถึง 4 ระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่และสไตล์ของผู้ขับขี่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ คูเป้: นิยามใหม่แห่งความสปอร์ตและความหรูหรา
ในต้นปี 2018 นอกจาก G-Class แล้ว Mercedes-Benz E-Class Coupe รุ่นใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก การออกแบบใหม่ที่เน้นเส้นสายที่ปราดเปรียวและดูสปอร์ตมากขึ้น ผสานกับความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ได้กลายเป็นนิยามใหม่ของรถยนต์คูเป้ระดับพรีเมียม
การออกแบบที่สะท้อน DNA แห่งความสปอร์ต:
E-Class Coupe ใหม่ ถูกออกแบบบนพื้นฐานของ E-Class Sedan โดยเน้นความโดดเด่นที่ด้านหน้า ด้วยชุดโคมไฟหน้าและกระจังหน้าที่ได้รับการปรับปรุงให้ดูทันสมัยและพรีเมียมตามแบบฉบับ Mercedes-Benz ยุคใหม่ เส้นสายตัวถังมีความพลิ้วไหว สวยงาม ลากยาวตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย เน้นความคมชัดและความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์
ขุมพลังที่หลากหลาย:
คาดการณ์ว่า E-Class Coupe จะมีตัวเลือกเครื่องยนต์หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 241 แรงม้า ไปจนถึงเครื่องยนต์ V6 Bi-Turbo ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 396 แรงม้า ซึ่งถือว่าเป็นขุมพลังที่ใกล้เคียงกับรถยนต์สมรรถนะสูงในตระกูล 63 ของ Mercedes-Benz ทำให้ E-Class Coupe ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจอีกด้วย
โปรโมชั่นสุดพิเศษจาก เบนซ์สตาร์แฟลก: ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่
เพื่อตอบแทนลูกค้า บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ ได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ “SANTA BABY” เพื่อมอบข้อเสนอสุดคุ้มค่าส่งท้ายปี 2561 แก่ลูกค้าทุกท่าน
สิทธิพิเศษที่พลาดไม่ได้:
เลขทะเบียนรถสวย: ฟรี! เลขทะเบียนรถสวยที่มีความหมายดี เพื่อต้อนรับความโชคดีในปีใหม่ (จำนวนจำกัดเพียง 100 ชุด)
ฟรีดาวน์ 0%: ออกรถได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เงินดาวน์ พร้อมรับประกันภัยชั้น 1
iPhone XS Max: สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถรุ่นที่ร่วมรายการภายในสิ้นปี 2561 จะได้รับ iPhone XS Max มูลค่า 49,900 บาท เป็นของขวัญสุดพิเศษ
โปรโมชั่นนี้สามารถรับได้ที่งาน Motor Expo 2018 ณ Challenger Hall 1 เมืองทองธานี บูธ A09 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 รวมถึงที่โชว์รูม เบนซ์สตาร์แฟลก (ดินแดง)
รุ่นที่ร่วมรายการ:
Mercedes-Benz E-Class E 350 e AMG Dynamic (ผ่อนเดือนละ 40,200 บาท)
Mercedes-Benz GLC 250 d AMG Dynamic (ผ่อนเดือนละ 35,600 บาท)
Mercedes-Benz GLC 250 d OFF-ROAD (ผ่อนเดือนละ 31,800 บาท)
Mercedes-Benz C 300 e: นวัตกรรมปลั๊กอินไฮบริดสู่ความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อม
หลังจากเปิดตัวอย่างเงียบๆ ในช่วงก่อนหน้า Mercedes-Benz (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตระกูลแบรนด์ EQ
C 300 e: การผสมผสานสมรรถนะและเทคโนโลยีล้ำสมัย
Mercedes-Benz C 300 e คือยนตรกรรมซาลูนหรูอัจฉริยะที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซ็กเมนต์นี้ ด้วยการผสมผสานขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดเข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างครบครัน นับเป็นการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ EQ หลังจากที่ได้เปิดตัว Mercedes-Benz S 560 e รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นเรือธงไปก่อนหน้านี้
การออกแบบที่สะดุดตา:
รูปลักษณ์ภายนอกของ C 300 e คล้ายคลึงกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล โดยในรุ่น Avantgarde จะมาพร้อมกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียม พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz และล้ออัลลอยดีไซน์ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว สำหรับรุ่น AMG Dynamic จะโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond Grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้าและหลังได้รับการออกแบบด้วยเส้นโค้งที่สง่างาม พร้อมใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสร้างความประทับใจสูงสุด หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ไฟหน้าเป็นแบบ LED โดยมีให้เลือกตั้งแต่ LED High Performance ในรุ่น Avantgarde ไปจนถึงเทคโนโลยี MULTIBEAM LED ในรุ่น AMG Dynamic ที่มีหลอดถึง 84 หลอดต่อโคม สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปรับความเข้มแสงได้ และมาพร้อมระบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร
ภายในที่หรูหราและทันสมัย:
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบุคลิกของรถ รุ่น Avantgarde มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control และเบาะหุ้มหนัง ARTICO ส่วนรุ่น AMG Dynamic จะมีพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control และเบาะนั่งหนังแท้สปอร์ต เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 พร้อมระบบ KEYLESS-GO และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เทคโนโลยี All-Digital Instrument Display หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว (ในรุ่น AMG Dynamic) สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ คือ Classic, Progressive และ Sporty หน้าจอมัลติมีเดียบริเวณคอนโซลกลางแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว ควบคุมระบบต่างๆ ด้วย Touchpad รองรับ Apple CarPlay™, ระบบถอยจอดอัตโนมัติ และระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ (ในรุ่น AMG Dynamic)
ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system เป็นออปชั่นพิเศษในรุ่น AMG Dynamic ระบบแผนที่นำทางติดตั้งเฉพาะในรุ่น AMG Dynamic เพื่อเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทาง ระบบไฟ Ambient Lighting ปรับสีได้ถึง 64 สี และบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ฟังก์ชันหลักประกอบด้วย:
Vehicle Status: แจ้งเตือนสถานะอะไหล่และประสานงานกับลูกค้าและโชว์รูม
Remote Service: ควบคุมระบบปรับอากาศ, ล็อก/ปลดล็อกประตูจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน
Accident Recovery and Breakdown Management: ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉินผ่านคอลเซ็นเตอร์
นอกจากนี้ยังมีระบบล็อคฝากระโปรงท้ายแบบ Independent Boot Locking, วัสดุตกแต่งภายใน Anthracite open-pore oak wood trim elements, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 3-Zone และระบบควบคุมการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศแบบ Pre-entry Climate Control
ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจเนอเรชันที่ 3:
C 300 e ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจเนอเรชันที่ 3 ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร รหัส M274 DE 20 AL 4 สูบ ให้กำลัง 211 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาใหม่ เพิ่มพลังถึง 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกันจะได้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC ปล่อย CO2 เพียง 45 กรัม/กม. ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 5.4 วินาที และสามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร
แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่มีความจุ 13.5 kWh เพิ่มขึ้น 111% พร้อมเซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่ส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 100% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที เมื่อชาร์จด้วยเครื่องชาร์จ Wallbox ของ Mercedes-Benz
ระบบความปลอดภัยขั้นสูง:
ระบบความปลอดภัยได้รับการพัฒนาให้เทียบเท่ากับ Mercedes-Benz S-Class อาทิ ESP®, ABS, Adaptive Brake, Active Brake Assist, Cruise Control, SPEEDTRONIC, ASSYST, ระบบเตือนแรงดันลมยาง, ATTENTION ASSIST, PARKTRONIC, Active Parking Assist, DYNAMIC SELECT (Sport, Sport+, Comfort), Distance Pilot DISTRONIC, Surround View Camera และ Reversing Camera
ราคาจำหน่าย:
รุ่น C 300 e Avantgarde (ประกอบในประเทศ): 2,699,000 บาท
รุ่น C 300 e AMG Dynamic (ประกอบในประเทศ): 3,215,000 บาท
สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงมีจำหน่ายเช่นเดิม โดยคาดว่าจะมีเพียงรุ่น C 220 d Avantgarde
ก้าวต่อไปสู่ประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผมขอยืนยันว่า Mercedes-Benz G-Class ในเจเนอเรชันที่ 2 รวมถึงรุ่นย่อยอย่าง Mercedes-AMG G 63 นั้น คือก้าวสำคัญของการพัฒนารถยนต์ออฟโรดระดับตำนานให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น การผสมผสานขุมพลังอันดุดัน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความหรูหราที่หาตัวจับยาก ทำให้ G-Class ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความเป็นตัวตนที่เหนือกว่า
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัดของ Mercedes-AMG G 63 หรือต้องการสัมผัสความลงตัวระหว่างสุนทรีย์และประโยชน์ใช้สอยใน Mercedes-Benz E-Class Estate AMG Dynamic หรือมองหานวัตกรรมปลั๊กอินไฮบริดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่าง Mercedes-Benz C 300 e เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอทางเลือกที่ตอบสนองทุกความต้องการของตลาดรถยนต์หรูได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยม ความสำเร็จ และความเหนือกว่า เราขอเชิญชวนให้คุณเข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงที่โชว์รูม Mercedes-Benz ใกล้บ้านคุณ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และเริ่มต้นการเดินทางสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างแท้จริง