
เปิดมิติใหม่แห่งการขับเคลื่อน: MINI Cooper SE กลับมาทวงบัลลังก์ความสนุก พร้อมไลน์อัปไฟฟ้าเต็มพิกัด ปลายปี 2025
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – ในที่สุดการรอคอยของเหล่าสาวก MINI ก็สิ้นสุดลง เมื่อ MINI ประเทศไทย ภายใต้การนำของ คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ ได้ประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ MINI Cooper SE ในเจเนอเรชันที่ 5 ณ งาน MOTOR EXPO 2024 พร้อมเปิดตัวคู่หูรุ่นใหม่ที่มาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ กับ MINI Countryman SE รถยนต์ไฟฟ้าล้วน และ MINI Countryman เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Crossover 5 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนจับตามองอย่าง MINI Aceman SE
การกลับมาของ MINI Cooper SE ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มช่องว่างในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม แต่ยังเป็นการตอกย้ำ DNA ความสนุกในการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่ผสมผสานความคล่องตัวสไตล์โกคาร์ทเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าอันทันสมัยได้อย่างลงตัว
MINI Cooper SE: นิยามใหม่ของความสนุกแบบไฟฟ้า
MINI Cooper SE เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมกับราคาจำหน่ายที่น่าดึงดูดใจเพียง 1,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็กเกจบำรุงรักษา MSI Standard 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ซึ่งถือเป็นการปรับราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมที่เปิดตัวในปี 2020 ซึ่งมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 2.29 ล้านบาท
ภายใต้ดีไซน์ภายนอกที่ยังคงเอกลักษณ์ความคลาสสิก แต่ได้รับการปรับโฉมให้มีความทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น MINI Cooper SE ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลังสูงสุดถึง 218 แรงม้า (160 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ภายใน 6.7 วินาที ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ฉับไวและเร้าใจตามสไตล์ MINI
หัวใจสำคัญของความประหยัดและยั่งยืน คือแบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 54.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 402 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง
คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร กล่าวถึงการกลับมาของรุ่นนี้ว่า “หลังจากที่ MINI Cooper SE รุ่นเดิมจำหน่ายหมดไปในประเทศไทยเมื่อปี 2023 วันนี้เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะนำ MINI Cooper SE เจเนอเรชันที่ 5 กลับมามอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานในรูปแบบพลังงานไฟฟ้าให้กับตลาดอีกครั้ง ด้วยราคาที่แข่งขันได้และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม”
เจาะลึกดีไซน์และวิสัยทัศน์: ความท้าทายของ MINI ในยุค EV
คุณซบาสเตียน โครส์ หัวหน้าฝ่ายออกแบบภายในของ MINI จาก BMW Group ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการออกแบบของ MINI เจเนอเรชันใหม่ว่า “การปรับโฉมในครั้งนี้ทำให้ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบใหม่ แต่เรายังคงยึดมั่นในเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยเฉพาะการนำแรงบันดาลใจจากธงยูเนียนแจ็คในด้านหลังเช่นเดิม”
ความท้าทายสำคัญในการพัฒนา MINI ในยุคพลังงานไฟฟ้าคือการจัดการกับขนาดตัวถังที่ต้องใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับแบตเตอรี่และระบบส่งกำลังไฟฟ้า แต่ทีมออกแบบสามารถควบคุมขนาดและเพิ่มสมรรถนะได้อย่างลงตัว ทำให้ MINI ใหม่ยังคงขนาดที่กะทัดรัดและคล่องตัวตาม DNA ของแบรนด์
คุณเรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ BMW Group ประเทศไทย เสริมว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ MINI มีรถยนต์ให้เลือกหลากหลายรุ่น ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ผ่านราคาที่แข่งขันได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การมีโรงงานผลิตในประเทศจีนยังช่วยให้เราสามารถนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน เช่น MINI Cooper SE รุ่นปี 2024 และ BMW iX3 ทำให้กลุ่ม BMW สามารถนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มราคารถหรูที่สามารถแข่งขันในตลาดประเทศไทยได้อย่างดุเดือด
มหกรรมยานยนต์ 2024: เวทีเปิดตัวและนวัตกรรม
งาน MOTOR EXPO 2024 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม…ยานยนต์ล้ำอนาคต-Innovative Spirit…Futuristic Vehicles” ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยมีค่ายรถยนต์เข้าร่วมงานถึง 42 แบรนด์ จาก 9 ประเทศ และค่ายรถจักรยานยนต์อีก 22 แบรนด์ จาก 7 ประเทศ
คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน เผยว่า “ปีนี้มีค่ายรถยนต์เข้าร่วมงานมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยมีค่ายรถยนต์จากจีนรายใหม่เข้าร่วมถึง 8 ราย คาดว่าปริมาณยอดจองและผู้เข้าร่วมงานจะเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มียอดจองประมาณ 53,000-54,000 คัน และผู้ร่วมงานประมาณ 1.5 ล้านคน เงินสะพัดในงานมากกว่า 72,000 ล้านบาท แม้ว่าแนวโน้มสถานการณ์รถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกจะหดตัวไป 25% แต่เราเชื่อว่างานนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการปิดยอดขายปลายปี 2024 ได้”
ไฮไลท์ในงานไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงรถยนต์ต้นแบบ และรถยนต์รุ่นใหม่จากหลากหลายแบรนด์ เช่น:
รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่น่าจับตามอง
JR AIR (Juneyao): รถยนต์ไฟฟ้าที่มีให้เลือก 2 รุ่น คือ Standard ราคา 759,000 บาท และ PLUS ราคา 869,000 บาท ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 51 kWh (Standard) และ 64 kWh (PLUS) วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 430 กม. และ 520 กม. ตามลำดับ (NEDC)
Aion V: SUV ไฟฟ้าขนาดกลางที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน เบาะนวดแบบสปา ตู้เย็นขนาด 6.6 ลิตร ประตูเปิดกว้าง 90 องศา ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 224 แรงม้า แบตเตอรี่ 75.3 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 602 กม. (NEDC)
Geely EX5: คู่แข่งโดยตรงของ BYD Atto 3 และ NETA X ใช้แพลตฟอร์ม GEA แบบ CTB มอเตอร์ไฟฟ้า 218 แรงม้า แบตเตอรี่ 49.52 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 415 กม. (NEDC)
MG IM6: รถยนต์สไตล์ Fastback ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกพร้อมพวงมาลัยขวา รองรับระบบชาร์จเร็ว 400V-800V
Leapmotor C10: SUV ไฟฟ้า 5 ที่นั่ง สร้างบนแพลตฟอร์ม Leap 3.0 รองรับระบบชาร์จ 800V มอเตอร์ไฟฟ้า 231 แรงม้า แบตเตอรี่ 69.9 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กม. (NEDC)
Zeekr 7X: MPV ไฟฟ้าขนาดกลาง 5 ที่นั่ง ใช้สถาปัตยกรรม 800V SEA มอเตอร์คู่ให้กำลังรวม 490 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที วิ่งได้ไกลสุด 780 กม. (CLTC)
Deepal E07: รถยนต์สไตล์ SUV-Pickup ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลาย มอเตอร์ไฟฟ้า 252/342 แรงม้า (2WD) และ 440/598 แรงม้า (4WD) แบตเตอรี่ 89.98 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 640 กม. (NEDC)
Volvo EX90: SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง พร้อมเทคโนโลยี Lidar รอบคัน ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดราคา
Mazda CX-5: Minor Change ปรับโฉมภายนอกและภายใน มีทั้งเครื่อง