
เจาะลึก 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 2567: ใครรุ่ง ใครร่วง และบทวิเคราะห์ทิศทางตลาดสู่ปี 2026 ที่นักลงทุนต้องรู้
ในโลกของการลงทุนและการมองหาที่อยู่อาศัย การเข้าใจทิศทางลมของตลาดถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลอย่าง “อสังหาริมทรัพย์” ซึ่งในปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเป็นปีแห่งบทพิสูจน์ที่แท้จริงสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศไทย ท่ามกลางคลื่นลมทางเศรษฐกิจ ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
จากข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมโดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งได้เปิดเผยผลการดำเนินงานของ 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 (2024) เราได้เห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “ปลาใหญ่” ที่ปรับตัวได้ไวเท่านั้นที่จะอยู่รอดและเติบโต ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มากว่า 10 ปี ผมจะพาผู้อ่านทุกท่านไปชำแหละข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์กลยุทธ์ และมองข้ามช็อตไปถึงแนวโน้มในปี 2026 ว่าทิศทางของตลาดที่อยู่อาศัยไทยจะเป็นอย่างไร
ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทย: ความท้าทายที่มาพร้อมโอกาสใหม่
ก่อนที่เราจะไปดูอันดับรายบริษัท ต้องเข้าใจบริบทภาพรวมเสียก่อน ตลาดในปีที่ผ่านมาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ปัจจัยลบอย่างหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าระดับล่างถึงกลาง แต่ในทางกลับกัน ตลาดระดับ “ลักซ์ชัวรี” (Luxury Segment) กลับกลายเป็น “Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยชั้นดีของผู้ประกอบการ เพราะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งได้รับผลกระทบน้อยและยังมีกำลังซื้อสูง
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงตลาด โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และขอนแก่น ซึ่งดึงดูดกำลังซื้อจากต่างชาติและการลงทุนอสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่าได้อย่างคึกคัก
ผ่ากลยุทธ์ 3 ยักษ์ใหญ่: บัลลังก์แชมป์ที่เปลี่ยนไป?
เมื่อกางตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิออกมา เราจะพบว่า 3 อันดับแรกยังคงเป็นหน้าเดิมที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือไส้ในของรายได้ที่มาจากกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อันดับ 1: แสนสิริ (SANSIRI) – ผู้นำตลาดลักซ์ชัวรีตัวจริง
รายได้รวม: 39,205 ล้านบาท | กำไรสุทธิ: 5,253 ล้านบาท
แสนสิริยังคงยืนหนึ่งในเรื่องของรายได้รวม โดยเติบโตขึ้น 2% แม้กำไรจะย่อตัวลงเล็กน้อย สิ่งที่ทำให้แสนสิริยังคงแข็งแกร่งคือการอ่านเกมขาด โดยการ Shift พอร์ตสินค้าเข้าสู่ตลาด “บ้านหรู” และคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นการหนีสงครามราคาในตลาดล่างที่กำลังซึมเซา กลยุทธ์การบุก Strategic Locations ในเมืองท่องเที่ยวถือเป็นหมากเด็ดที่ช่วยดันยอดขายให้เข้าเป้า ใครที่กำลังมองหา บ้านเดี่ยวทำเลทอง หรือคอนโดเพื่อการลงทุน แสนสิริยังคงเป็นแบรนด์ที่รักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว
อันดับ 2: เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand) – ราชาแห่งแนวราบ
รายได้รวม: 37,460 ล้านบาท | กำไรสุทธิ: 5,020 ล้านบาท
เอพียังคงหายใจรดต้นคอแสนสิริมาติดๆ แม้รายได้และกำไรจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฐานที่สูงลิ่วในปีก่อนหน้า แต่จุดแข็งของเอพีคือความแข็งแกร่งในพอร์ตสินค้าแนวราบ ไม่ว่าจะเป็น ทาวน์โฮม หรือบ้านแฝด ซึ่งแบรนด์ในเครือเอพียังคงได้รับความไว้วางใจจากกลุ่ม “Real Demand” หรือผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง การออกแบบฟังก์ชันบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ (Space Utilization) ยังคงเป็นจุดขายที่คู่แข่งเจาะได้ยาก
อันดับ 3: ศุภาลัย (SUPALAI) – เสือนอนกินกำไร
รายได้รวม: 31,985 ล้านบาท | กำไรสุทธิ: 6,190 ล้านบาท
หากวัดกันที่ “ความสามารถในการทำกำไร” ต้องยกให้ศุภาลัยเป็นเบอร์หนึ่ง ด้วยกำไรสุทธิที่สูงที่สุดในกลุ่มถึงกว่า 6 พันล้านบาท และยังเติบโตสวนกระแส ศุภาลัยมีความเชี่ยวชาญในการบริหารต้นทุน (Cost Control) และการกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดต่างจังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้ง เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี ทำให้ไม่เจ็บตัวหนักหากตลาดกรุงเทพฯ ชะลอตัว สำหรับนักลงทุนหุ้นอสังหาฯ ศุภาลัยมักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแง่ของความเสถียรและปันผล
เจาะลึกกลุ่มผู้ท้าชิง: การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
อันดับ 4 ถึง 10 สะท้อนให้เห็นภาพของการต่อสู้ที่ดุเดือด บางรายต้องเผชิญกับมรสุมหนัก แต่บางรายกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด
อันดับ 4: แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) (รายได้ 28,151 ลบ. / กำไร 5,491 ลบ.) – พี่ใหญ่แห่งวงการที่รายได้และกำไรลดลง แต่ฐานกำไรยังคงสูงมากเนื่องจากพอร์ตรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจโรงแรมและห้างสรรพสินค้าเข้ามาช่วยพยุง
อันดับ 5: พฤกษา (PSH) (รายได้ 20,996 ลบ. / กำไร 456 ลบ.) – เป็นปีที่เจ็บหนักสำหรับพฤกษา กำไรหายไปกว่า 79% สาเหตุหลักมาจากการเป็นเจ้าตลาดสินค้าราคาประหยัด ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางที่สุดต่อภาวะเศรษฐกิจและการถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้าน ทำให้ต้องงัดกลยุทธ์สงครามราคามาใช้เพื่อระบายสต็อก
อันดับ 6: เอสซี แอสเสท (SC Asset) (รายได้ 20,823 ลบ. / กำไร 1,706 ลบ.) – แม้ตัวเลขจะลดลง แต่ SC ยังคงรักษาภาพลักษณ์แบรนด์บ้านหรูได้ดี และเริ่มขยายไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมากขึ้น เพื่อลดความผันผวนจากการขายเพียงอย่างเดียว
อันดับ 7: ออริจิ้น (ORI) (รายได้ 11,985 ลบ. / กำไร 1,052 ลบ.) – รายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ในปีก่อนหน้าและการปรับโครงสร้างธุรกิจที่แตกไลน์ไปสู่ธุรกิจบริการ โรงแรม และโลจิสติกส์มากขึ้น
ดาวรุ่งพุ่งแรง: อันดับ 8 แอสเซทไวส์ (ASW) – ต้องขีดเส้นใต้หนาๆ ให้กับรายนี้ เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่ เติบโตสวนกระแส อย่างน่าตกใจ รายได้พุ่งขึ้น 39.1% และกำไรโต 33.4% ความสำเร็จนี้มาจากการเจาะตลาด Niche Market อย่าง “Campus Condo” (คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย) ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นตลาดที่มีดีมานด์เช่าและซื้อสม่ำเสมอ
ส่วน ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ แอล.พี.เอ็น. (LPN) ในอันดับ 9 และ 10 ยังคงอยู่ในช่วงประคับประคองตัว โดยเฉพาะ LPN ที่กำลังพยายาม Rebrand เพื่อสลัดภาพลักษณ์คอนโดราคาถูกและขยับขึ้นมาจับตลาดกลาง-บนมากขึ้น ซึ่งยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ฝีมือ
เทรนด์อสังหาฯ และปัจจัยชี้วัดปี 2026
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ข้างต้น เราสามารถถอดรหัสแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 ได้ดังนี้:
สงครามตลาดลักซ์ชัวรีจะดุเดือดยิ่งขึ้น
คำว่า “Luxury” จะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาแพง แต่จะกินความหมายรวมถึงบริการ (Service), ความเป็นส่วนตัว (Privacy), และทำเลที่หาไม่ได้อีกแล้ว (Rare Item) ผู้ประกอบการทุกรายจะพยายามหนีตายจากตลาดแมสขึ้นมาเล่นในตลาดบน ทำให้ตัวเลือกของผู้ซื้อบ้านหรูมีมากขึ้น การแข่งขันจะวัดกันที่ “ดีเทล” และนวัตกรรมบ้าน
“Pet Friendly” คือมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่แค่ทางเลือก
เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Humanization) มาแรงมาก โครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรที่ไม่รองรับสัตว์เลี้ยงจะเสียโอกาสทางการขายมหาศาล ปัจจุบันเราเริ่มเห็นคอนโดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้มีราคาขายต่อ (Resale Value) ดีกว่าโครงการทั่วไป
ดอกเบี้ยขาลงและมาตรการรัฐ
ข่าวดีสำหรับคนอยากมีบ้าน คือสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ล่าสุดลดลงเหลือ 2%) ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ย สินเชื่อบ้าน และการ รีไฟแนนซ์บ้าน มีต้นทุนที่ถูกลง ประกอบกับการลุ้นมาตรการปลดล็อก LTV (Loan-to-Value) โดยเฉพาะบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นตัวจุดชนวนให้ตลาดอสังหาฯ กลับมาบูมอีกครั้งในปี 2026
ต่างชาติบุกหัวเมืองท่องเที่ยว
ใครที่มีที่ดินหรืออสังหาฯ ในภูเก็ตและพัทยา ถือว่าท่านนั่งอยู่บนกองทอง การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซีย รวมถึงชาวยุโรปที่หนีหนาวมาพำนักระยะยาว (Long-stay) ทำให้ตลาดเช่าและซื้อขายในโซนนี้คึกคักกว่ากรุงเทพฯ เสียอีก การลงทุนคอนโดเพื่อปล่อยเช่าในโซนนี้จึงให้ผลตอบแทน (Yield) ที่น่าดึงดูดใจมาก
นวัตกรรมบ้านประหยัดพลังงาน (Green Home)
ผู้ซื้อยุคใหม่ใส่ใจเรื่องค่าไฟและสิ่งแวดล้อม โครงการที่ติดตั้ง Solar Roof, จุดชาร์จ EV Charger และระบบบ้านเย็น จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์โลกและช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
สรุป: จังหวะซื้อหรือจังหวะรอ?
หากคุณเป็นผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand) ช่วงเวลานี้ถือเป็น “ตลาดของผู้ซื้อ” อย่างแท้จริง การแข่งขันของ 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดโปรโมชั่น สงครามราคา และของแถมมากมายเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะในงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่กำลังจะมาถึง ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 6,000 ล้านบาท
สำหรับนักลงทุน การเลือกหุ้นในกลุ่มอสังหาฯ หรือการซื้อคอนโดเพื่อลงทุน ต้อง “Selectively Buy” หรือเลือกเจาะจงเป็นรายตัว โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีพอร์ตรายได้กระจายตัวดี (Diversified) มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง หลีกเลี่ยงการลงทุนในสินค้าระดับล่างที่มีความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย
ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูและปรับฐานใหม่ ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วอย่าง แอสเซทไวส์ หรือผู้ที่แข็งแกร่งในตลาดบนอย่าง แสนสิริ จะยังคงเป็นผู้นำทัพ แต่ก็ประมาทผู้เล่นรายอื่นไม่ได้ เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ
อย่าปล่อยให้โอกาสในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำเลทองหลุดลอยไป หากคุณกำลังมองหาบ้านในฝันหรือโอกาสการลงทุนที่คุ้มค่า เริ่มต้นศึกษาข้อมูลโครงการและเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อบ้านที่ดีที่สุดวันนี้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของคุณและครอบครัว คลิกเพื่อดูรีวิวโครงการและโปรโมชั่นล่าสุดได้เลยครับ