
เจาะลึกทิศทาง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568: วิเคราะห์บิ๊กดาต้าครึ่งปีแรก ทำไม “รายใหญ่” ถึงกินรวบส่วนแบ่งตลาดกว่า 70%
ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการวิเคราะห์และที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากว่า 10 ปี ผมเห็นวัฏจักรของการขึ้นและลงของตลาดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สำหรับปี 2568 นี้ ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่มีความ “เฉพาะตัว” สูงมากครับ หากใครที่กำลังจับตาดู ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568 เพื่อมองหาจังหวะในการลงทุน หรือแม้แต่ผู้บริโภคที่กำลังวางแผนจะกู้ซื้อบ้าน ข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ถือเป็น “ลายแทง” ที่สำคัญที่ช่วยให้เราเห็นภาพความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขการตลาดอันสวยหรู
วันนี้ผมจะพาเจาะลึกข้อมูลชุดนี้แบบ Expert-to-Expert แต่ย่อยให้เข้าใจง่าย พร้อมแทรกมุมมองการลงทุนและคำแนะนำเกี่ยวกับการขอ สินเชื่อบ้าน และการเลือกทรัพย์สินที่มีโอกาสทำกำไรสูงในอนาคตครับ
ภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568: เมื่อ “ปลาใหญ่” กินรวบมหาสมุทร
จากข้อมูลครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือเป็นสมรภูมิหลักที่มีมูลค่าสูงสุดของประเทศ เราพบตัวเลขที่น่าตกใจและน่าสนใจไปพร้อมกันครับ นั่นคือมีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 15,452 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 110,820 ล้านบาท
ตัวเลขนี้บอกอะไรเรา? หากมองผิวเผินอาจจะเห็นแค่ยอดขาย แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไป เราจะพบว่า ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยพุ่งสูงขึ้นไปแตะที่ 7.172 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม สาเหตุหลักไม่ได้มาจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปรับตัวของ Developer หรือผู้พัฒนาโครงการ ที่หนีตายจากตลาดแมส (Mass Market) หรือกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ที่กำลังเผชิญวิกฤต ปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากธนาคารพาณิชย์อย่างหนัก
ในขณะที่กลุ่ม บ้านหรู และคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ ราคา 7-10 ล้านบาทขึ้นไป กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่า และมีความพร้อมในการวางเงินดาวน์สูง ทำให้การขอ สินเชื่อที่อยู่อาศัย ผ่านฉลุย นี่คือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568
ปรากฏการณ์ 10 อรหันต์ ครองส่วนแบ่งตลาดเบ็ดเสร็จ
สิ่งที่นักลงทุนต้องตระหนักให้มาก คือโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปสู่ระบอบ “Oligopoly” หรือการผูกขาดโดยผู้ขายน้อยรายอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลระบุชัดเจนว่า แม้จะมีบริษัทอสังหาฯ มากมายในตลาด แต่การเปิดตัวโครงการใหม่ๆ กลับกระจุกตัวอยู่ที่ 10 บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้น
ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของ 10 บริษัทนี้ กินรวบไปถึงเกือบ 3 ใน 4 ของตลาดรวม ทั้งในแง่ของจำนวนหน่วยและมูลค่าการลงทุน
ด้านจำนวนหน่วย: จาก 15,452 ยูนิตทั่วตลาด เป็นของ 10 รายใหญ่ไปแล้ว 10,324 ยูนิต หรือคิดเป็น 67%
ด้านมูลค่าลงทุน: จาก 110,820 ล้านบาท เป็นเม็ดเงินของ 10 รายใหญ่นี้ถึง 72,219 ล้านบาท หรือคิดเป็น 71%
ตัวเลขนี้สะท้อนความแข็งแกร่งของ “Brand Awareness” และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ใหญ่ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ซื้อกังวลเรื่องการก่อสร้างไม่เสร็จ หรือบริการหลังการขาย ทำให้แบรนด์เล็กหรือรายย่อย (Local Developers) แข่งขันได้ยากขึ้น หากไม่ได้มีที่ดินในทำเลทองจริงๆ หรือไม่มีจุดขายเรื่อง คอนโดใกล้รถไฟฟ้า ในราคาที่จับต้องได้
เจาะลึกสมรภูมิ “เจ้าแห่งยูนิต” ปะทะ “เจ้าแห่งมูลค่า”
ในการวิเคราะห์ศักยภาพบริษัทอสังหาฯ เรามักจะดู 2 แกนหลัก คือ Volume (ปริมาณ) และ Value (มูลค่า) ซึ่งในครึ่งปีแรกของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568 นี้ แชมป์ของแต่ละด้านมีความชัดเจนมาก
แชมป์ด้านจำนวนหน่วยเปิดขาย: บมจ.แสนสิริ
แสนสิริยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาด โดยเปิดตัวสูงสุดที่ 1,847 หน่วย (12% ของตลาด) จาก 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท
วิเคราะห์: กลยุทธ์ของแสนสิริในปีนี้ เน้นการรักษาส่วนแบ่งตลาดในหลายเซ็กเมนต์ โดยราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน (Upper-Mid Scale) ได้อย่างเหนียวแน่น เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริง (Real Demand) และยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง
อันดับรองลงมาในด้านจำนวนหน่วย ได้แก่
เอพี (ไทยแลนด์): 1,661 หน่วย
แอสเซทไวส์: 1,355 หน่วย (มาแรงมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่)
พฤกษา เรียลเอสเตท: 929 หน่วย
เอสซี แอสเสท: 875 หน่วย
แชมป์ด้านมูลค่าโครงการ: บมจ.เอพี (ไทยแลนด์)
หากมองที่เม็ดเงิน เอพี (ไทยแลนด์) คือเบอร์ 1 อย่างไร้ข้อกังขา ด้วยมูลค่าการพัฒนาสูงถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็น 19% ของมูลค่าตลาดรวม
วิเคราะห์: สิ่งที่น่าสนใจคือ เอพี เปิดตัว 1,661 ยูนิต (น้อยกว่าแสนสิริเล็กน้อย) แต่ทำมูลค่าได้สูงกว่ามหาศาล ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของเอพีพุ่งไปที่ 12.694 ล้านบาท ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่า เอพี กำลังโฟกัสตลาด “บ้านพรีเมียม” และ “ลักซ์ชัวรี่” อย่างหนักหน่วง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดในยุคที่หนี้ครัวเรือนสูง เพราะเลี่ยงปัญหากู้ไม่ผ่าน และจับกลุ่มลูกค้า Wealthy ที่มองหา อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือบ้านหลังที่สอง
อันดับรองลงมาด้านมูลค่า ได้แก่
แสนสิริ: 10,519 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท: 10,362 ล้านบาท
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 8,230 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้: 8,230 ล้านบาท
เทรนด์ราคา: แพงระยับระดับ “Ultra-Luxury”
สีสันของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568 ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการแข่งขันในตลาด Super Luxury ที่ราคาทะลุเพดานไปไกลมาก
บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์: สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวเพียง 1 โครงการ จำนวน 45 หน่วย แต่มูลค่าปาเข้าไป 4,559 ล้านบาท เฉลี่ยตกหน่วยละ 101.3 ล้านบาท! นี่คือสินค้ากลุ่ม Niche Market ที่ขายความเป็นส่วนตัว (Exclusivity) และทำเลระดับ Prime Area ซึ่งมักดึงดูดนักลงทุนระดับ VVIP ทั้งไทยและต่างชาติ
บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: ยังคงรักษามาตรฐานบ้านหรู เฉลี่ย 20.627 ล้านบาทต่อหน่วย
บมจ.เอสซี แอสเสท: แม้ครึ่งปีแรกราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท (เนื่องจากมีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมด้วย) แต่ทีเด็ดอยู่ที่ครึ่งปีหลังกับการเตรียมเปิดตัวแบรนด์ “SONLE Residences” ที่มีเพียง 5 หลัง ราคา 260-400 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของวงการ
บทวิเคราะห์เจาะลึก: โอกาสและความเสี่ยงของผู้บริโภค
จากการประมวลข้อมูลข้างต้น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมีข้อคิดเห็นและคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดดังนี้ครับ:
สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand)
หากคุณกำลังมองหาบ้านราคา 3-5 ล้านบาท คุณอาจจะพบตัวเลือกน้อยลงจากแบรนด์ใหญ่ เพราะเขาหันไปทำของแพงกันหมด แต่ข้อดีคือ สต็อกคงค้าง (Inventory) ของเก่าในตลาดอาจมีการทำโปรโมชั่นลดราคาเพื่อระบายของ นี่คือจังหวะทองในการต่อรองราคา หรือมองหา บ้านมือสอง สภาพดีในทำเลศักยภาพ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวเรื่องการเงิน การขอ สินเชื่อบ้าน ในปี 2568 เข้มงวดมาก คุณควรเดินบัญชีให้สวยงาม ลดภาระหนี้บัตรเครดิต และเตรียมเงินออมสำรองอย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธสินเชื่อ หรืออาจพิจารณาการ รีไฟแนนซ์บ้าน เดิมเพื่อนำเงินส่วนต่างมาหมุนเวียนหรือดาวน์บ้านหลังใหม่หากมีความจำเป็น
สำหรับนักลงทุน (Investors)
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568 ไม่ใช่ตลาดของการ “เก็งกำไรใบจอง” อีกต่อไป แต่เป็นตลาดของ “การถือครองระยะยาว” (Long-term Holding) สินทรัพย์ที่น่าสนใจคือ:
คอนโดใกล้รถไฟฟ้า ส่วนต่อขยายที่เพิ่งสร้างเสร็จ: ราคาที่ดินในโซนเหล่านี้ยังพอมี Upside ให้เติบโตได้
บ้านหรูในโซนราชพฤกษ์ หรือ กรุงเทพกรีฑา: ยังคงเป็นทำเลเนื้อหอมที่มูลค่าที่ดินปรับตัวขึ้นตลอดเวลา เหมาะแก่การลงทุนเพื่อส่งต่อเป็นมรดก
Pet-Friendly Condo: เทรนด์เลี้ยงสัตว์เป็นลูก (Pet Humanization) มาแรงมาก โครงการที่รองรับไลฟ์สไตล์นี้มีดีมานด์สูงทั้งการขายต่อและการปล่อยเช่า
ทิศทางครึ่งปีหลัง 2568
เราจะเห็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดระดับบน สงครามราคาจะไม่เกิดขึ้นในรูปแบบการ “ลดราคา” แต่จะเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” (Value Added) เช่น การนำเทคโนโลยี Smart Home มาใช้, การออกแบบ Universal Design รองรับผู้สูงอายุ หรือบริการ Concierge Service ระดับโรงแรม สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ลูกค้ากระเป๋าหนักมองหา
บทสรุป
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568 ในช่วงครึ่งปีแรกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ปลาใหญ่” ที่ปรับตัวได้ไว และมีสายป่านทางการเงินยาวเท่านั้นที่จะอยู่รอดและเติบโต การที่รายใหญ่ครองส่วนแบ่งกว่า 70% สะท้อนถึงความเชื่อมั่น แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้บริโภคต้องทำการบ้านหนักขึ้นในการเปรียบเทียบความคุ้มค่า
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อบ้านหลังแรก หรือนักลงทุนพอร์ตพันล้าน การตัดสินใจในยุคนี้ต้องอาศัย “ข้อมูล” ที่แม่นยำ มากกว่า “อารมณ์” การเลือกโครงการจากผู้พัฒนาที่มีความมั่นคงทางการเงิน (เช่น บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กล่าวถึง) ช่วยลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง แต่การเลือก “ทำเล” และ “Product” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในอนาคต คือกุญแจสำคัญสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง
หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาในการวิเคราะห์ทำเล เจาะลึกโครงการศักยภาพ หรือต้องการวางแผนพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ อย่ารอให้โอกาสหลุดมือไปครับ
สนใจปรึกษาเรื่องการลงทุนอสังหาฯ หรือค้นหาบ้านที่ใช่ในราคาที่คุ้มค่า คลิกเพื่อลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรีจากทีมงานมืออาชีพของเราได้ที่นี่ [ใส่ลิงก์เว็บไซต์] หรือแอดไลน์ @YourRealEstateExpert เพื่อรับข่าวสารเจาะลึกก่อนใคร