ออกหมายเรียกแล้ว กลุ่มเพื่อน คลี่คดี นัทปง เสียชีวิตปริศนาในบ้านพัก เปิดรายชื่อมีใครบ้าง หลัง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี นั่งหัวโต๊ะถกเช้านี้
วันที่ 6 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตอย่างมีปริศนาของ นายณัฐวุฒิ ปงลังกา หรือ นัทปง อายุ 35 ปี ผู้สื่อข่าวช่อง 8 ภายในบ้านพักย่านอำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อเช้ามืดวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา
ล่าสุดภายหลังจาก พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรภาค 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่สืบสวน สภ.บางกรวย ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา
เบื้องต้นได้สั่งการให้ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ดำเนินการออกหมายเรียกผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในบ้านของผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย คือ นายบิ๊ก นายต้น น.ส.ออ และ น.ส.โอ ซึ่งร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ตาย มาเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว
ถอดรหัสกลยุทธ์พิชิตตลาด: เจาะลึกผลประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2566 สู่การเติบโตยั่งยืนในปี 2568
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2568 ภูมิทัศน์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยได้เปลี่ยนผ่านจากความท้าทายในปี 2566 สู่มิติใหม่ที่ซับซ้อนและต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น การมองย้อนกลับไปยังผลประกอบการของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวม 41 บริษัทในปี 2566 ไม่ได้เป็นเพียงการทบทวนสถิติ แต่คือการถอดรหัสบทเรียนสำคัญที่หล่อหลอมสถานะและทิศทางการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ตลาดในปี 2566 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าผิดหวังสำหรับหลายฝ่าย ท่ามกลางความคาดหวังว่าธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแรงส่งของปี 2565 ที่เริ่มฟื้นตัว กลับต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่และลากยาวมาจนถึงปลายปี แม้แต่ช่วงไฮซีซั่นในไตรมาสสุดท้ายก็ยังไร้สัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังปี 2567 และเป็นรากฐานสำคัญของสภาพตลาดที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปี 2568 นี้
จากการวิเคราะห์เชิงลึกของ Property Mentor พบว่าในปี 2566 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 รายนั้นสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 371,560 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยประมาณ -1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้รวม 376,141 ล้านบาท ตัวเลขที่ดูเหมือนลดลงไม่มากนี้กลับซ่อนนัยยะสำคัญ นั่นคือการกระจุกตัวของรายได้ในบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่กว่า 25 จาก 41 แห่งกลับมีรายได้รวมลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดและความสามารถในการปรับตัวที่แตกต่างกันของผู้ประกอบการ การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นบททดสอบขีดความสามารถที่แท้จริง

บริษัทที่ประสบภาวะรายได้รวมติดลบในหลัก 20% ขึ้นไป อาทิ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์, อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท และ คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ที่ติดลบไปราว -28% ขณะที่ ไรมอน แลนด์ ก็ติดลบ -26% ตามมาด้วย ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ -23%, เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ -22% และไซมิส แอสเสท -21% ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงความท้าทายในการทำตลาด การจัดการสต็อก และการปรับกลยุทธ์การขายให้เข้ากับกำลังซื้อที่หดตัวในขณะนั้น ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มปรับสูงขึ้นและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงได้ฉุดรั้งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้โครงการที่อยู่อาศัยหลายแห่งต้องปรับแผนการตลาดและราคา การเข้าใจแนวโน้มอสังหาฯ 2568 จึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบ
แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างแลนด์แอนด์เฮ้าส์ก็ยังประสบปัญหารายได้รวมติดลบถึง 18% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เนื่องจากบริษัทนี้มักจะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของตลาดโดยรวม และเป็นที่น่าสังเกตว่าในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีถึง 5 บริษัทที่รายได้ลดลงจากปี 2565 นอกเหนือจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์แล้ว ยังมี เอพี (ไทยแลนด์) ที่ติดลบไปเล็กน้อยไม่ถึง -1% สะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง นอกจากนี้ ศุภาลัย -10%, พฤกษา โฮลดิ้ง -9% และ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่รายได้รวมลดลงราว -4% ก็เป็นอีกภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ผู้เล่นระดับแนวหน้าก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะตลาดที่ซบเซาได้โดยสมบูรณ์ ในปี 2568 บริษัทเหล่านี้ได้เรียนรู้และปรับกลยุทธ์การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากยิ่งขึ้น
สำหรับแชมป์รายได้รวมในปี 2566 คือ แสนสิริ ด้วยตัวเลข 39,082 ล้านบาท เติบโต 12% ซึ่งเป็นการแซงหน้า เอพี (ไทยแลนด์) ที่มีรายได้รวม 38,399 ล้านบาทไปอย่างเฉียดฉิว แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นของแสนสิริ ในขณะที่ศุภาลัยตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยรายได้รวม 31,818 ล้านบาท ส่วนอันดับ 4 เป็นของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ 30,170 ล้านบาท และอันดับ 5 พฤกษา โฮลดิ้ง 26,132 ล้านบาท ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้วางรากฐานกลยุทธ์อสังหาฯ สำหรับปี 2568 โดยเน้นการสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
ในกลุ่ม Top 10 ยังมี เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่ทำรายได้รวม 24,487 ล้านบาท ซึ่งในปี 2568 นี้ก็ยังคงเห็นการขยายตัวสู่ตลาดบ้านหรูและคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง อันดับ 7 ยูนิเวนเจอร์ 17,672 ล้านบาท อันดับ 8 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) 16,169 ล้านบาท อันดับ 9 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ 15,157 ล้านบาท และอันดับ 10 สิงห์ เอสเตท 15,066 ล้านบาท รายชื่อเหล่านี้สะท้อนถึงการกระจายความเสี่ยงและแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย นอกเหนือจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญที่ยังคงแข็งแกร่งมาจนถึงปี 2568
อย่างไรก็ตาม หากจะวัดผลงานที่แท้จริงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องพิจารณาจาก “รายได้จากการขาย” เป็นหลัก เพราะรายได้รวมของบางบริษัทอาจมาจากธุรกิจอื่น ๆ ที่มิใช่การขายอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น การให้เช่า หรือการบริหารจัดการสินทรัพย์ และนี่คือสิ่งที่ผู้ลงทุนในหุ้นอสังหาฯ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการประเมินมูลค่าอสังหาฯ ของบริษัทในปี 2568 ภาพรวมของรายได้จากการขายของทั้ง 41 บริษัทในปี 2566 อยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญประมาณ -11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 299,979 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือมีถึง 30 จาก 41 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะที่ตลาดที่อยู่อาศัยต้องเผชิญกับการปรับตัวอย่างรุนแรง
บริษัทที่รายได้จากการขายลดลงอย่างมากในปี 2566 อาทิ ไรมอน แลนด์ ที่ลดลงถึง -78% และ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ที่ลดลงเกือบ -40% ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการระบายสต็อกและปรับกลยุทธ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ที่น่าสนใจคือ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดมาอย่างยาวนาน ก็ยังมีรายได้จากการขายลดลงถึง -38% แม้แต่เบอร์หนึ่งอย่าง เอพี (ไทยแลนด์) ก็มีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ -2% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่บริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่จำกัด บทเรียนจากปี 2566 ได้ผลักดันให้บริษัทเหล่านี้ต้องคิดค้นนวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์และกลยุทธ์การตลาดแบบใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าในปี 2568
ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุดนั้น มีถึง 8 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลง สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดและความจำเป็นในการสร้างความแตกต่างในตลาด คอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวในหลายทำเลต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพตลาดในปี 2566 ที่ผ่านมา
แชมป์รายได้จากการขายในปี 2566 คือ เอพี (ไทยแลนด์) ด้วยตัวเลข 36,927 ล้านบาท ซึ่งสามารถปาดหน้า แสนสิริ ที่ทำรายได้จากการขาย 32,829 ล้านบาทขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการการขายและการส่งมอบโครงการ อย่างไรก็ตาม แสนสิริก็เป็นหนึ่งในสองบริษัทที่มีรายได้จากการขายเติบโตในแดนบวกถึง 7% ซึ่งเป็นผลจากความหลากหลายของโครงการและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง อันดับ 3 ยังคงเป็นของศุภาลัย ด้วยรายได้จากการขาย 30,836 ล้านบาท ตามมาด้วย เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่ทะยานขึ้นสู่ Top 5 ด้วยรายได้จากการขาย 23,370 ล้านบาท และเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีรายได้เติบโตถึง 13% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเจาะตลาดบนและตลาดกลาง-บนได้เป็นอย่างดี ส่วนอันดับ 5 พฤกษา โฮลดิ้ง มีรายได้จากการขายรวม 22,357 ล้านบาท ผู้ประกอบการเหล่านี้ต่างต้องคิดค้นกลยุทธ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ๆ ในปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นอสังหาฯ ยั่งยืน หรือการใช้ดิจิทัลอสังหาฯ เพื่อเข้าถึงลูกค้า
แม้แลนด์แอนด์เฮ้าส์จะมีรายได้จากการขายลดลงมาก แต่ก็ยังคงประคองตัวอยู่ใน Top 10 ด้วยรายได้จากการขายรวม 18,966 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน อันดับ 7 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีรายได้จากการขายรวม 10,019 ล้านบาท อันดับ 8 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ แม้รายได้ลดลงถึง -24% แต่ก็ยังคงอยู่ในกลุ่ม Top 10 ด้วยรายได้จากการขายรวม 8,840 ล้านบาท แสดงถึงความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าและพอร์ตโครงการที่แข็งแกร่ง อันดับ 9 ควอลิตี้ เฮ้าส์ มีรายได้จากการขายรวม 7,619 ล้านบาท และอันดับ 10 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้จากการขายรวม 7,171 ล้านบาท บริษัทเหล่านี้ต่างต้องพิจารณาปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจไทย และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงผันผวนในปี 2568
อีกหนึ่งบริษัทที่มีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษและเป็นสัญญาณของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยคือ เซ็นทรัลพัฒนา ที่เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายอย่างจริงจัง โดยในปี 2566 มีรายได้จากการขาย 5,835 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 103% จากปี 2565 ที่มีรายได้ 2,870 ล้านบาท การเติบโตนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน” (Mixed-use Development) ที่ยังคงเป็นดาวเด่นและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดในปี 2568 ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดกำลังซื้อได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว “กำไรสุทธิ” คือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของธุรกิจ ไม่ว่าใครจะขายได้มากแค่ไหน หากเก็บเงินเข้ากระเป๋าได้น้อย ก็ไม่อาจถือเป็นผู้ชนะตัวจริงได้ ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัทมีกำไรสุทธิรวมกัน 44,165 ล้านบาท ลดลง -11% จากปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวม 49,602 ล้านบาท ที่น่าเป็นห่วงคือ มีกว่า 12 บริษัทที่ผลประกอบการขาดทุน และบางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมา 3-4 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิดยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ และอีกกว่า 20 บริษัทจาก 41 แห่งมีผลกำไรลดลงจากปี 2565 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าวเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างแท้จริง และส่งผลต่อการวางแผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันอย่างมาก
แชมป์กำไรสูงสุดในปี 2566 ยังคงเป็น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่แม้จะมีรายได้ลดลงมาก แต่สามารถกวาดกำไรไปถึง 7,495 ล้านบาท เหตุผลหลักมาจากกำไรจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท หากไม่มีรายการพิเศษนี้ ศุภาลัย คงจะขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 แทน ด้วยกำไร 6,083 ล้านบาท แซงหน้า เอพี (ไทยแลนด์) ที่มีกำไร 6,054 ล้านบาทไปอย่างเฉียดฉิว อันดับ 4 แสนสิริ มีกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนและการส่งมอบโครงการที่มีประสิทธิภาพ อันดับ 5 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไรสุทธิ 3,160 ล้านบาท แม้กำไรจะลดลงจากปีก่อน -25% แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
อันดับ 6 เอสซี แอสเสท มีกำไรสุทธิ 2,525 ล้านบาท เฉือนอันดับ 7 ควอลิตี้เฮ้าส์ ที่มีกำไรสุทธิ 2,503 ล้านบาท ไปอย่างคู่คี่สูสี อันดับ 8 พฤกษา โฮลดิ้ง มีกำไร 2,339 ล้านบาท ส่วนอันดับ 9 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไร 1,865 ล้านบาท และอันดับ 10 เซ็นทรัลพัฒนา ที่มีกำไรสุทธิประมาณ 1,610 ล้านบาท (จากกำไรก่อนหักภาษี 1,975 ล้านบาท) รายชื่อผู้ที่ทำกำไรได้สูงสุดเหล่านี้ ล้วนเป็นบริษัทที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน, การปรับกลยุทธ์ด้านราคา, และการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขายืนหยัดและสร้างผลกำไรได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาด
บทเรียนจากปี 2566 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการการเงินอสังหาฯ ที่รอบคอบ, การพิจารณาสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ซื้อ, และการพัฒนานวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดในปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ไม่ได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค, นโยบายรัฐอสังหาฯ ที่อาจเข้ามาสนับสนุนหรือจำกัดบางส่วน, รวมถึงเทรนด์ของอสังหาฯ ยั่งยืน (Green Real Estate) ที่กำลังมาแรง การมุ่งเน้นที่โครงการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่, การนำเทคโนโลยีดิจิทัลอสังหาฯ มาใช้ในการขายและการบริหารจัดการ, และการมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในกลุ่มเฉพาะทาง จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การทำความเข้าใจตลาดบ้านหรู, คอนโดมิเนียมใจกลางเมือง, และที่ดินเพื่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดกลยุทธ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ตลาดในปี 2568 ยังคงมีความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ, ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย, หนี้ครัวเรือนที่ยังคงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ, และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ตาม โอกาสก็ยังคงมีอยู่สำหรับผู้ที่มองเห็น เช่น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่อาจหนุนความต้องการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและการพักผ่อน, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่สร้างทำเลทองใหม่ๆ, และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่ยังคงมองเห็นศักยภาพของไทย ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนเช่นนี้ ผู้ประกอบการที่เน้นความยืดหยุ่น, ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์, การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนเท่านั้น ที่จะสามารถเป็น “ผู้ชนะตัวจริง” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568 และในอนาคต
การทำความเข้าใจบทเรียนจากอดีตและการวางแผนกลยุทธ์อย่างรอบคอบคือสิ่งสำคัญที่สุด หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการที่ปรึกษาเพื่อวางแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในสภาวะตลาดปัจจุบันและอนาคต เรายินดีให้คำแนะนำจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่าทศวรรษ เพื่อนำพาท่านสู่ความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว