ปอศ. แจงปมไม่รับมอบตัว “นานา ไรบีนา” เพราะยังไม่ได้รับหมายจับ เผยหลักฐานมัดตัว หลอก 17 เพื่อนสนิท ร่วมลงทุนทิพย์ ยอดความเสียหายพุ่ง 195 ล้าน
วันที่ 3 ธ.ค. 68 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังร่วมสอบปากคำ “นานา ไรบีนา” ดารานักแสดงชื่อดังว่า
กลางเดือนที่ผ่านมา มีกลุ่มเพื่อนสนิทของนานาทยอยมาร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เสียหาย 17 ปาก ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และสอบปากคำพยานผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานเศรษฐกิจและการคลัง ก่อนจะนำพยานหลักฐานทั้งหมดไปขอศาลออกหมายจับและหมายค้น นำไปสู่ปฏิบัติการเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
และตำรวจตรวจยึดเอกสารและทรัพย์สินบางส่วน เช่น รถยนต์ กระเป๋าแบรนด์เนม ของสะสม Art toy 11 ชิ้น เครื่องเพชรประมาณ 50 ชิ้น เครื่องประดับ นาฬิกา รวมมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ส่วนพฤติการณ์ที่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทและคนใกล้ชิดของของ นานา 17 คนเข้าแจ้งความ มูลค่าความเสียหายกว่า 195 ล้านบาท มีลักษณะเป็นการชวนผู้เสียหายไปลงทุนใน 4-5 กิจกรรม 1.ชวนลงทุนปล่อยสินเชื่อ ปล่อยเงินกู้ อ้างจะให้ค่าตอบแทน 4-7 เปอร์เซ็นต์ 2.อุปโลกน์คนขึ้นมาเพื่อเทรดหุ้น ซึ่งทั้งการเทรดหุ้นและปล่อยสินเชื่อไม่มีอยู่จริง 3.ทำสนามบาส และ 4.การเปิดร้านอาหารระดับประเทศ โดยหนึ่งในผู้เสียหายที่มีข่าวหลุดออกมาแล้วว่าเข้าแจ้งความกับตำรวจก่อนหน้านี้ คือ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เป็นการชวนไปลงทุนร้านอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่า 3 ล้านบาท แต่สุดท้ายไม่มีการลงทุนจริง อย่างไรก็ตามผู้เสียหายหลายรายไม่ประสงค์ปรากฎเป็นข่าว
อย่างไรก็ตามจากการสอบปากคำ “นานา ไรบีนา” ให้การปฏิเสธ แต่รายละเอียดขอให้อยู่ในสำนวนการสอบสวน ซึ่ง “นานา ไรบีนา” ก็มีประเด็นที่อยากจะชี้แจงต่อตำรวจ เบื้องต้นอ้างว่าไม่รู้ว่าการกู้ยืมเงินลักษณะที่ทำนั้นผิดกฎหมาย และคิดว่าจะหาเงินมาชดใช้ผู้เสียหายได้ ซึ่ง “นานา ไรบีนา” จะยื่นประกันตัวหรือไม่นั้น พนักงานสอบสวนยังไม่ทราบ แต่หากยื่นมา พนักงานสอบสวนก็มีหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ตามกฎหมาย ซึ่งหากยื่นมาก็มีสิทธิ์ได้ประกันตัวเช่นกัน
การวิเคราะห์เชิงลึก: ภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2568 – ใครคือผู้กุมชัยในสมรภูมิแห่งการเปลี่ยนแปลง
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุครุ่งเรืองไปจนถึงช่วงเวลาแห่งความท้าทาย บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ซึ่งไม่ใช่แค่การรายงานตัวเลข แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ เพื่อทำความเข้าใจว่าบริษัทใดที่พร้อมจะผงาดขึ้นเป็นผู้นำ และปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนความสำเร็จท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่งนี้
ปี 2568 ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังแห่งการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ แต่เป็นปีที่เต็มไปด้วยการปรับตัวและปรับกลยุทธ์อย่างเข้มข้นของผู้ประกอบการ จากสถานการณ์ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญความท้าทายต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 และ 2567 ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงฟื้นตัวอย่างเปราะบาง อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง แรงกดดันด้านหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่กลับมาแข็งแกร่งเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ และผู้ประกอบการที่เข้าใจพลวัตของตลาดอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568
การทำความเข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 จำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยมหภาคหลายประการ:

อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ: แม้ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบันเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่ก็อาจมีการปรับลดลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปี หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างอสังหาริมทรัพย์ได้
หนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อ: หนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเป็นปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและล่าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สถาบันการเงินยังคงความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องหันมาโฟกัสตลาดที่มีกำลังซื้อสูง หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น
การลงทุนภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน: โครงการเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ และการขยายโครงข่ายไปยังปริมณฑล ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างศักยภาพให้แก่ทำเลใหม่ๆ ดึงดูดการลงทุนและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวเส้นทางเหล่านี้ รวมถึงการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติ: การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวเป็นกุญแจสำคัญ แม้จะยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมและเพิ่มความต้องการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในทำเลท่องเที่ยว นอกจากนี้ การผลักดันนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและมาตรการส่งเสริมผู้พำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa) ก็เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มดีมานด์จากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับหรูและบ้านพักตากอากาศ
ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าโลกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไทย และความเชื่อมั่นในการลงทุน
จากการสำรวจข้อมูลบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์รวม 41 แห่ง ที่ Property Mentor ได้รวบรวมไว้สำหรับปี 2566 และวิเคราะห์แนวโน้มเข้าสู่ปี 2568 ผมพบว่าแม้ภาพรวมตลาดจะดูท้าทาย แต่ผู้เล่นหลักในตลาดก็ยังคงมีการปรับตัวและสร้างผลงานที่น่าสนใจ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราจะมาเจาะลึกในแต่ละมิติ ทั้งรายได้รวม รายได้จากการขาย และกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของศักยภาพและกลยุทธ์การบริหาร
ภาพรวมรายได้รวม: การปรับตัวสู่ความหลากหลายทางรายได้
ในปี 2566 บริษัทอสังหาฯ ทั้ง 41 แห่ง มีรายได้รวมกันกว่า 371,560 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.2% จากปี 2565 สะท้อนถึงการชะลอตัวของตลาด แต่สิ่งที่น่าจับตาและจะเป็นเทรนด์ต่อเนื่องในปี 2568 คือการที่บริษัทหลายแห่งเริ่มปรับโครงสร้างรายได้ ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หันไปเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ (Recurring Income) เช่น การให้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ โรงแรม ออฟฟิศ หรือการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความผันผวนของรายได้รวม
สำหรับปี 2568 ผมมองว่าบริษัทที่มีโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายและมีความแข็งแกร่งในธุรกิจอื่นๆ จะยังคงรักษาอันดับ Top 10 ได้อย่างมั่นคง และอาจมีการสลับตำแหน่งกันบ้าง ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการขยายพอร์ตธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ

แสนสิริ (Sansiri): ยังคงเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาในปี 2568 ด้วยกลยุทธ์การรุกตลาดที่อยู่อาศัยหลากหลายเซกเมนต์ ทั้งแนวราบและแนวสูง เน้นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นเลิศ ซึ่งน่าจะช่วยให้รักษาส่วนแบ่งตลาดและรายได้รวมไว้ได้
เอพี (ไทยแลนด์) (AP (Thailand)): เป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ที่แข็งแกร่งด้วยพอร์ตโครงการที่หลากหลายและแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ แม้รายได้รวมอาจมีความผันผวนเล็กน้อยในปีที่ผ่านมา แต่ด้วยการปรับกลยุทธ์สู่การพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น คาดว่าจะยังคงเป็นผู้นำด้านรายได้รวม
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (Land & Houses): ถึงแม้จะมีรายได้รวมลดลงในปี 2566 แต่ด้วยฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและรายได้จากสินทรัพย์ให้เช่า รวมถึงการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน จะยังคงเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง และมีศักยภาพในการสร้างรายได้รวมที่ดีในปี 2568
ศุภาลัย (Supalai): ด้วยกลยุทธ์การควบคุมต้นทุนที่ดีเยี่ยมและการขยายโครงการไปยังต่างจังหวัด จะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ยังคงรักษาโมเมนตัมของรายได้รวมไว้ได้
SC Asset: การขยายตัวในกลุ่มลูกค้าระดับบนและการรุกตลาดแนวราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ จะช่วยขับเคลื่อนรายได้รวมให้เติบโตในปี 2568
ในปี 2568 บริษัทที่ยังคงพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปได้ อาจยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาระดับรายได้รวม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงพอร์ตรายได้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ประสิทธิภาพการขาย: หัวใจสำคัญของการเติบโต
หากจะวัดผลงานที่แท้จริง ต้องพิจารณาจาก “รายได้จากการขาย” ซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงความสามารถในการส่งมอบโครงการและสร้างยอดขายจริง ในปี 2566 รายได้จากการขายรวมของ 41 บริษัทอยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง 11% จากปี 2565 โดยมีถึง 30 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลง ซึ่งเป็นภาพที่น่ากังวล แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับปี 2568

สิ่งที่ชัดเจนจากข้อมูลคือ ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ดีและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งเท่านั้นที่จะสามารถสร้างยอดขายได้โดดเด่น ในปี 2568 ผมคาดการณ์ว่ากลยุทธ์การขายจะมีความซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
เอพี (ไทยแลนด์) (AP (Thailand)): ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งด้านรายได้จากการขาย ด้วยการพัฒนาโครงการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม พร้อมด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี PropTech เข้ามาช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม และการสร้างชุมชนที่น่าอยู่ ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ AP ยังคงเป็นผู้นำ
แสนสิริ (Sansiri): แม้จะตามหลัง AP เล็กน้อย แต่ก็ยังคงเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่ง ด้วยการสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและโครงการที่มีคุณภาพ การเติบโตของรายได้จากการขายที่ 7% ในปี 2566 เป็นสัญญาณที่ดี และคาดว่าจะรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ในปี 2568 ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
ศุภาลัย (Supalai): ด้วยราคาที่จับต้องได้และคุณภาพที่เป็นมาตรฐาน ศุภาลัยยังคงรักษาฐานลูกค้าและรายได้จากการขายที่มั่นคง การขยายตลาดไปยังภูมิภาคและจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดในการเพิ่มยอดขาย
SC Asset: การเติบโตของรายได้จากการขายถึง 13% ในปี 2566 เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม สะท้อนถึงความสำเร็จในการรุกตลาดบ้านหรูและโครงการแนวราบระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่า
เซ็นทรัลพัฒนา (Central Pattana – CPN): ถือเป็นดาวรุ่งที่ต้องจับตา ด้วยการเติบโตของรายได้จากการขายที่ก้าวกระโดดถึง 103% ในปี 2566 จากการเร่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ที่ผสานที่อยู่อาศัยกับพื้นที่เชิงพาณิชย์ ผมเชื่อว่า CPN จะยังคงเดินหน้าเก็บเกี่ยวรายได้จากการขายอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ด้วยพอร์ตโครงการที่แข็งแกร่งและทำเลที่ยอดเยี่ยม
ในปี 2568 ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีมากกว่าแค่การสร้างโครงการ แต่ต้องเข้าใจ “คุณค่า” ที่ลูกค้ามองหา และสามารถสื่อสารคุณค่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน ทำเล นวัตกรรม หรือแม้แต่ความยั่งยืนของการอยู่อาศัย
กำไรสุทธิ: บทพิสูจน์แห่งการบริหารจัดการ
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “กำไรสุทธิ” เพราะรายได้ที่สูงแต่กำไรน้อยย่อมไม่ถือเป็นผู้ชนะตัวจริง ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัทมีกำไรสุทธิรวมกัน 44,165 ล้านบาท ลดลง 11% จากปี 2565 โดยมีถึง 12 บริษัทที่ขาดทุน และมากกว่า 20 บริษัทมีกำไรลดลง นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าการควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ในปี 2568 ผู้ประกอบการที่จะสามารถสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเหนือชั้น การบริหารพอร์ตที่ดิน การจัดการกระแสเงินสด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (Land & Houses): แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่ยังคงเป็นแชมป์ด้านกำไรสุทธิในปี 2566 ด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างชาญฉลาด รวมถึงการบันทึกกำไรจากการขายโรงแรมเข้ากองทุน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ที่มี ในปี 2568 LH จะยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีผลประกอบการด้านกำไรที่แข็งแกร่ง ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายและสินทรัพย์ให้เช่าที่มั่นคง
ศุภาลัย (Supalai): ด้วยกลยุทธ์การควบคุมต้นทุนที่ยอดเยี่ยมและการเลือกทำเลที่มีศักยภาพ ศุภาลัยยังคงเป็นผู้สร้างกำไรที่สม่ำเสมอ การบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพทำให้สามารถส่งมอบโครงการได้ตามกำหนดและรักษาระดับกำไรที่ดี
เอพี (ไทยแลนด์) (AP (Thailand)): การรุกตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่มีอัตรากำไรสูง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ AP ยังคงอยู่ในกลุ่ม Top 3 ของบริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุด
แสนสิริ (Sansiri): การเติบโตของกำไรสุทธิถึง 42% ในปี 2566 เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ สะท้อนถึงความสำเร็จในการควบคุมค่าใช้จ่ายและการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมคาดการณ์ว่า Sansiri จะยังคงรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ในปี 2568 ด้วยการบริหารพอร์ตโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (Origin Property): แม้กำไรจะลดลงในปี 2566 แต่ด้วยพอร์ตโครงการที่หลากหลาย ทั้งคอนโดมิเนียม โรงแรม ออฟฟิศให้เช่า และธุรกิจบริการ ออริจิ้นยังมีศักยภาพในการฟื้นตัวของกำไรสุทธิในปี 2568 หากสามารถบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้
สำหรับปี 2568 บริษัทที่ยังคงมีปัญหาเรื่องกำไร อาจต้องพิจารณาทบทวนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเลือกซื้อที่ดิน การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการตลาดและการขาย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอัตรากำไรให้กลับมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ การขาดทุนต่อเนื่องเป็นสัญญาณที่ผู้บริหารต้องรับมืออย่างจริงจัง
แนวโน้มและกลยุทธ์สู่ความสำเร็จในปี 2568
จากประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมมองว่ามีแนวโน้มและกลยุทธ์สำคัญหลายประการที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องให้ความสำคัญในปี 2568:
การปรับตัวสู่ “อสังหาริมทรัพย์สีเขียว” และความยั่งยืน (Sustainable Real Estate): ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตมากขึ้น โครงการที่เน้นการออกแบบประหยัดพลังงาน การใช้วัสดุรีไซเคิล การสร้างพื้นที่สีเขียว และการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ รวมถึงการขอใบรับรองมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
PropTech และ Digital Transformation: การนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกขั้นตอนของธุรกิจ ตั้งแต่การตลาด (เช่น Virtual Tour, AI-powered lead generation) การขาย (เช่น E-signature, Online Booking) การบริหารจัดการอาคาร (เช่น Smart Home, IoT) ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า
โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use Development) และเมืองอัจฉริยะ (Smart City): การพัฒนาโครงการที่ผสานที่อยู่อาศัย พื้นที่เชิงพาณิชย์ ออฟฟิศ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันในทำเลศักยภาพ ยังคงเป็นโมเดลที่น่าสนใจ เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึงทุกอย่าง
ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market): แทนที่จะแข่งขันในตลาดแมสที่ดุเดือด ผู้ประกอบการอาจหันไปโฟกัสตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงหรือมีความต้องการพิเศษ เช่น คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองสำหรับนักลงทุนต่างชาติ บ้านพักผู้สูงอายุ (Senior Living) โครงการที่เน้นสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Real Estate) หรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Condo/House)
การบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอเชิงรุก (Proactive Portfolio Management): การปรับสมดุลระหว่างโครงการแนวราบและแนวสูง การขยายไปยังทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ (Regional Expansion) และการพิจารณาขายสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีออกไป จะเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและผลกำไร
บทสรุปและบทเรียกสู่การลงมือทำ
ปี 2568 ไม่ใช่ปีที่ง่ายดายสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ก็เป็นปีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ กล้าปรับตัว และพร้อมที่จะลงทุนในนวัตกรรมและความยั่งยืน สามารถสร้างความแตกต่างและก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
จากประสบการณ์ของผม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโต แต่ต้องการการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดและกลยุทธ์ที่แม่นยำ หากคุณคือผู้ที่กำลังพิจารณาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 หรือต้องการหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อนำทางธุรกิจของคุณสู่ความสำเร็จ อย่าลังเลที่จะติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนให้กับอสังหาริมทรัพย์ไทยไปพร้อมกับคุณ