Rollls-Royce เผย จะส่งมอบรถรุ่น Spectre ในปี 2025 ให้กับลูกค้าบางราย
CEO ของ Rolls-Royce เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกอย่าง Spectre โดยระบุว่าลูกค้าที่สั่งซื้อรถในช่วงปัจจุบัน (2026) อาจจะต้องรอรับรถจนถึงปี 2025 ในขณะที่ผู้ที่สั่งซื้อไปก่อนหน้านี้ในช่วง 2-3 เดือนแรกของปี 2023 จะได้รับการส่งมอบภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 นี้
การเปิดเผยนี้เกิดขึ้นในระหว่างงานมีตติ้งสื่อ ซึ่ง CEO ของ Rolls-Royce ย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่เหนือความคาดหมายของตลาด โดย Spectre ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “ซูเปอร์คูเป้ซีดานระดับอัลตร้าลักชัวรี่” ที่ผสานความหรูหราตามแบบฉบับ Rolls-Royce เข้ากับเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุด
ในด้านสมรรถนะ Spectre มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้พละกำลังรวม 577 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 900 นิวตันเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะผลักดันรถยนต์ขนาดใหญ่น้ำหนักกว่า 2.5 ตัน ให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ Rolls-Royce ยังได้ปรับปรุงหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) อย่างเข้มข้น เพื่อให้ Spectre เป็นรถยนต์ Rolls-Royce ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ArenaEV รายงานว่า การรอคอยรถยนต์ Rolls-Royce ที่นานกว่าหนึ่งปี หรืออาจถึงสองปี ไม่ใช่เรื่องที่แปลกสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ แม้ว่าอาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางราย แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “เสน่ห์” ของแบรนด์ ที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันในกระบวนการผลิตที่ใช้เวลานาน เนื่องจากรถทุกคันของ Rolls-Royce ถูกประกอบด้วยมือ (Handcrafted) โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ
โดยปกติแล้ว ระยะเวลาการส่งมอบรถยนต์ Rolls-Royce แต่ละรุ่นจะอยู่ที่ประมาณ 12-15 เดือน แต่สำหรับ Spectre ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ ถือเป็นรุ่นพิเศษที่มีความซับซ้อนในการผลิตมากกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกค้าที่เลือกปรับแต่ง (Customize) ฟีเจอร์หรือเพิ่มออปชั่นพิเศษต่างๆ ซึ่งยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับทีมผลิต
ในแง่ของระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ล่าสุด Rolls-Royce ได้ปรับตัวเลขการประเมินใหม่ โดยระบุว่า Spectre สามารถวิ่งได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งดีกว่าตัวเลขเดิมที่เคยประกาศไว้ที่ 418 กิโลเมตร การปรับปรุงนี้เป็นผลมาจากการทำงานหนักของทีมวิศวกรในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบส่งกำลังและระบบจัดการพลังงาน
2025 Genesis GV80 Coupe: การผสมผสานความหรูหราและสมรรถนะในร่าง SUV Coupe
อีกหนึ่งดาวเด่นในตลาดรถยนต์หรูปี 2026 คือ 2025 Genesis GV80 Coupe รถยนต์ที่ผสมผสานความอเนกประสงค์ของ SUV เข้ากับความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของรถคูเป้ เปิดราคาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาที่ 79,950 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.936 ล้านบาทไทย การมาถึงของ GV80 Coupe ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Genesis แบรนด์รถยนต์หรูสัญชาติเกาหลีใต้ ในการส่งมอบรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและดีไซน์ที่ดึงดูดสายตา
Claudia Marquez ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Genesis Motor North America กล่าวถึง GV80 Coupe ว่า “GV80 Coupe ที่ได้รับการตั้งตารอคอยอย่างสูง จะเพิ่มมิติใหม่แห่งสมรรถนะให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ SUV ของ Genesis ด้วยรูปทรงที่ดุดัน ความรู้สึกสปอร์ต และเครื่องยนต์ขนาด 409 แรงม้า GV80 Coupe มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้นให้กับตระกูล GV80”
ภายใต้ฝากระโปรง 2025 GV80 Coupe มีตัวเลือกขุมพลัง 2 แบบ แบบแรกคือ เครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 375 แรงม้า และแรงบิด 530 นิวตันเมตร ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งที่แรงขึ้น คือ เครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.5 ลิตร พร้อมระบบ e-Supercharger แบบ 48 โวลต์ ให้พละกำลังสูงสุด 409 แรงม้า และแรงบิด 550 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นรุ่นที่ให้สมรรถนะสูงสุด
การออกแบบภายนอกของ GV80 Coupe โดดเด่นด้วยสีใหม่ล่าสุด Bering Blue สีเมทัลลิกทึบที่ผสมผสานเฉดสีน้ำเงินและสีเทาเย็นตาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามอันเยือกเย็นของทะเลแบริ่ง (Bering Sea) นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกสีภายในที่หลากหลาย ได้แก่ สีฟ้า Ultramarine Blue เย็บตะเข็บสีส้ม, สีเขียว Smoky Green / Vanilla Beige, สีดำ Obsidian Black พร้อมตะเข็บสีเทา และสีดำ Obsidian Black / สีแดง Sevilla
ในด้านอุปกรณ์มาตรฐาน 2025 GV80 Coupe 3.5T AWD มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ตั้งแต่แผงหน้าปัด OLED ขนาด 27 นิ้วผสานกับหน้าจอสัมผัสระบบนำทางขนาดใหญ่, ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วลายสปอร์ต, เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa, เบาะนั่งแถวหลังปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ, Apple CarPlay® และ Android Auto™ แบบไร้สาย, ระบบเครื่องเสียงพรีเมียมจาก Bang & Olufsen®, ซันรูฟแบบพาโนรามา, ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-Up Display) และกุญแจดิจิทัล Genesis Digital Key
นอกจากนี้ Genesis ยังให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยและผู้ช่วยขับขี่ โดย GV80 Coupe ติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงมาให้อย่างเต็มที่ เช่น ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ, ระบบเตือนความสนใจของผู้ขับขี่, ระบบเตือนการชนจุดบอด, ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง, ระบบช่วยจอดรถระยะไกลอัจฉริยะ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย
สำหรับรุ่น 2025 GV80 Coupe 3.5T AWD ราคาเริ่มต้นที่ 79,950 ดอลลาร์ (ไม่รวมค่าขนส่ง 1,350 ดอลลาร์) มาพร้อมกับคุณสมบัติมาตรฐานที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงระบบช่วงล่างควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์พร้อมระบบพรีวิวสภาพถนน, เบรกจอดรถไฟฟ้าพร้อม Auto Hold, เบรกหน้าแบบ Monobloc คาลิปเปอร์สีเงิน, ระบบเลือกโหมดการขับขี่, พวงมาลัย R-MDPS พร้อมระบบบังคับเลี้ยวอัตราทดแปรผัน, และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนรุ่นที่สมรรถนะสูงขึ้น 2025 GV80 Coupe 3.5T e-Supercharger AWD มีราคาเริ่มต้นที่ 85,750 ดอลลาร์ (ไม่รวมค่าขนส่ง 1,350 ดอลลาร์) โดยเพิ่มอุปกรณ์และสมรรถนะจากรุ่น 3.5T COUPE AWD มาตรฐาน ได้แก่ เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร V6 T-GDI พร้อม e-Supercharger 48V ให้กำลัง 409 แรงม้า, เบรกหน้าแบบ Monobloc คาลิปเปอร์สีดำ, ล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว, ปลายท่อไอเสียคู่แบบ Quad, วัสดุตกแต่งภายในด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ และแป้นเหยียบโลหะ
การเปิดตัว 2025 Genesis GV80 Coupe ในครั้งนี้ ถือเป็นการเติมเต็มช่องว่างในตลาดรถยนต์หรู ด้วยตัวเลือกที่ผสมผสานความอเนกประสงค์ของ SUV เข้ากับความสปอร์ตของรถคูเป้ ในราคาที่สามารถแข่งขันได้ในกลุ่มพรีเมียม โดยมีตัวเลือกขุมพลังและอุปกรณ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า
สรุป
ปี 2026 ถือเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับตลาดรถยนต์หรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สมรรถนะสูง จากการที่แบรนด์ชั้นนำอย่าง Rolls-Royce และ Genesis ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจ แม้ว่า Rolls-Royce Spectre จะยังคงต้อง