
โตโยต้า คาดตลาดรถยนต์ เดือนสิงหาคม 2567 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางความท้าทายด้านสินเชื่อและเศรษฐกิจมหภาค
บทสรุปสถิติการขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2567: ตลาดรวมทรุด 20.6%, รถยนต์นั่งร่วง 26.4%, รถเพื่อการพาณิชย์ลด 16.9%, และกระบะ 1 ตัน ดิ่ง 35.5% ท่ามกลางแรงหนุนจากกลุ่ม xEV ที่พุ่งสูง 41.4%
กรุงเทพมหานคร – ในรายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนกรกฎาคม 2567 ที่เผยแพร่โดยโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แม้จะมีความพยายามในการฟื้นตัวจากช่วงต้นปี แต่ตัวเลขยอดขายรวมกลับปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ตลาดรถยนต์รวมในเดือนกรกฎาคม 2567 มียอดขายอยู่ที่ 46,394 คัน คิดเป็นการหดตัวถึง 20.6% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2566 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินเชื่อรายย่อย
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มตลาด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาวะหดตัว ตลาดรถยนต์นั่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมียอดขาย 16,571 คัน ลดลงถึง 26.4% ตอกย้ำให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีราคาสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น
ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคเศรษฐกิจไทย ก็มียอดขาย 29,823 คัน ลดลง 16.9% แม้ตัวเลขจะดูดีกว่าตลาดรถยนต์นั่งเล็กน้อย แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของการลงทุนและการขยายตัวทางธุรกิจในภาพรวม
ภายในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งประกอบด้วยทั้งรถกระบะ Pure Pickup และรถกระบะดัดแปลง (PPV) มียอดขายรวม 16,125 คัน ลดลงอย่างรุนแรงถึง 35.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากตลาดนี้เป็นตัวชี้วัดสุขภาพของภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังคงเป็นแสงสว่างในตลาด โดยมียอดขายรวมสูงถึง 17,243 คัน คิดเป็นสัดส่วนที่น่าประทับใจถึง 37.2% ของตลาดรวม และเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 41.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น
ยอดขายรถยนต์ไฮบริด (HEV) เติบโตถึง 44.3% ด้วยยอดขาย 9,203 คัน ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ขยายตัวสูงถึง 48% ด้วยยอดขาย 7,265 คัน ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคในเทคโนโลยี xEV และการสนับสนุนจากภาครัฐที่อาจมีส่วนในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
ส่วนแบ่งตลาดในเดือนกรกฎาคม 2567 แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้น โตโยต้ายังคงครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 38.3% จากยอดขาย 17,786 คัน ลดลง 12.9% ตามมาด้วยอีซูซุที่มียอดขาย 6,784 คัน ลดลงอย่างหนักถึง 42.2% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 14.6% และฮอนด้าที่มียอดขาย 5,442 คัน ลดลง 27.9% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 11.7%
ภายในตลาดรถยนต์นั่ง โตโยต้ายังคงเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 32.1% จากยอดขาย 5,313 คัน ลดลง 34% ฮอนด้าตามมาเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่งตลาด 15.8% และมิตซูบิชิที่มียอดขาย 1,083 คัน ลดลงเพียง 0.3% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าได้ดี
ในส่วนของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โตโยต้ายังคงเป็นผู้นำอย่างชัดเจนด้วยส่วนแบ่งตลาด 41.8% จากยอดขาย 12,473 คัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.8% อีซูซุตามมาเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่งตลาด 22.7% และฮอนด้าที่มียอดขาย 2,819 คัน เพิ่มขึ้น 7.2% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของฮอนด้าในตลาดนี้
สำหรับตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน โตโยต้ายังคงครองความเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 45.7% จากยอดขาย 7,369 คัน ลดลง 27% อีซูซุตามมาเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่งตลาด 36.2% และฟอร์ดที่มียอดขาย 1,947 คัน ลดลง 29.3% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 12.1%
ภาพรวมยอดขายในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม – กรกฎาคม) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน ตลาดรวมหดตัว 23.7% ด้วยยอดขายรวม 354,421 คัน โตโยต้ายังคงเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 37.8% ตามมาด้วยอีซูซุ 15% และฮอนด้า 13.8%
แนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม 2567
สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ในเดือนสิงหาคม 2567 คาดการณ์ว่าตลาดจะมีการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม แต่ก็ยังคงเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ยังคงเป็นอุปสรรคคือความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ตาม การจัดงาน “BIG MOTOR SALE 2024” ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ “ยกโชว์รูม มาขายที่นี่” อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค การนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่และโปรโมชั่นพิเศษจากหลากหลายค่ายรถยนต์ภายในงาน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนยอดขายให้เติบโตขึ้นเล็กน้อย
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ความท้าทายและการปรับตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปี 2567
ดร. สรวิศ อัศวโสภณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ได้ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2567 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายใน เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันทางเทคโนโลยี
“ปี 2567 ถือเป็นปีแห่งการปรับตัวอย่างแท้จริงสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ดร. สรวิศกล่าว “เราเห็นได้ชัดว่าตลาดรถยนต์นั่งกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ราคาเฉลี่ยสูง ปัจจัยหลักคือความกังวลของผู้บริโภคเรื่องความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อ”
“ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจ ก็ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว การหดตัวของตลาดรถกระ