
Honda Crider MY2024 และ AVATR 11 MY2024: สองทางเลือกใหม่จากแดนมังกร สู่ตลาดโลก
การพัฒนารถยนต์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้แบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย ในปี 2026 นี้ ผู้บริโภคมีทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ทั้งรถยนต์ที่เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะจากค่ายรถยนต์ในประเทศจีนที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในตลาดโลก
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสองรุ่นรถยนต์ที่น่าจับตามองจากแดนมังกร นั่นคือ Honda Crider MY2024 และ AVATR 11 MY2024 ซึ่งแม้จะมีความแตกต่างกันในด้านการออกแบบและสมรรถนะ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนารถยนต์ในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน
Honda Crider MY2024: ความลงตัวที่สมบูรณ์แบบ
Honda Crider ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ด้วยมิติตัวถังที่สมดุล ทำให้เป็นรถยนต์ที่ขับขี่ง่าย คล่องตัวในเมือง แต่ก็ยังคงความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล จากการที่ CR-V วางตำแหน่งไว้ในตลาดพรีเมียม และ Civic เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง ทำให้ Crider เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสมดุลระหว่างสองรุ่นนี้
Honda Crider MY2024 ยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบที่เรียบหรูและทันสมัย โดยในรุ่นปี 2024 นี้ ได้รับการปรับโฉมเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ด้านหน้าของรถโดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมดีไซน์ “Flying Wing” ที่ขยายใหญ่ขึ้น ให้ความรู้สึกโอ่อ่าและสง่างาม ไฟหน้า LED แบบ “Wing Type” ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ไม่เพียงแต่ให้ความสว่างที่เหนือกว่า แต่ยังเสริมให้ดีไซน์ด้านหน้าดูโฉบเฉี่ยวและพรีเมียมมากยิ่งขึ้น
กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่ในรูปทรงตัว U พร้อมไฟตัดหมอกหน้าที่ติดตั้งในตำแหน่งที่ลงตัว ด้านข้างมาพร้อมกระจกแบบ “Opera Window” ที่เพิ่มความหรูหราและให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม เสาอากาศแบบครีบฉลามที่ติดตั้งบนหลังคา ไม่เพียงแต่เพิ่มความทันสมัย แต่ยังช่วยลดแรงต้านของอากาศ
ไฟท้าย LED ทรงตัว J-shaped design ที่มีดีไซน์คล้ายกับรุ่น Accord สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Honda ที่เน้นความสปอร์ตและความพรีเมียม กันชนหลังได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูมีความหรูหรามากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมให้ด้านท้ายของรถดูสมส่วนและลงตัวมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของล้ออัลลอย มีให้เลือกทั้งขนาด 16 นิ้ว และ 17 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัย และช่วยเพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถ
ภายในห้องโดยสาร Honda Crider MY2024 ยังคงรักษาความเรียบหรูและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน หน้าจอมาตรวัดดิจิทัล TFT สีขนาด 7 นิ้ว ให้ข้อมูลที่ชัดเจนและทันสมัย หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านระบบ Honda CONNECT 3.0 ที่มาพร้อมฟังก์ชันใหม่ ๆ เช่น ผู้ช่วยตอบโต้สนทนา การเชื่อมต่อระหว่างรถกับบ้าน การยืนยันสถานะรถระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ และการอัปเกรดซอฟต์แวร์แบบออนไลน์ (OTA)
เบาะนั่งได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราและสะดวกสบาย ด้วยวัสดุหนังกึ่งอนิลีนที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบาย เบาะหลังสามารถปรับเอนได้ถึง 35 องศา พร้อมช่องชาร์จ USB และที่พักแขนที่สามารถดัดแปลงเป็นโต๊ะอเนกประสงค์ เชื่อมต่อกับคอนโซลกลางที่มีช่องแอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารตอนหลัง
ขุมพลังของ Honda Crider MY2024 ได้รับการพัฒนาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของประเทศจีน โดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน VTEC Turbo ขนาด 1.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร มาพร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT รวมถึงระบบไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 131 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 267 นิวตันเมตร เข้ากับเครื่องยนต์ ให้กำลังรวมสูงสุด 154 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ระบบความปลอดภัย Honda Sensing เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
ราคาจำหน่ายของ Honda Crider MY2024 ในประเทศจีน เริ่มต้นที่ 119,800 – 169,800 หยวน หรือประมาณ 595,000 – 839,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่น่าสนใจเมื่อพิจารณาถึงฟังก์ชันและสมรรถนะที่ได้รับ
AVATR 11 MY2024: พลังแห่งอนาคตที่เหนือระดับ
AVATR 11 เอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่เกิดจากการร่วมมือระหว่าง Changan, Huawei และ CATL ได้รับความสนใจอย่างมากในตลาดโลก ตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยที่งาน Motor Expo 2023 และ Motor Show 2024 ในปี 2026 นี้ AVATR 11 MY2024 ได้รับการเปิดตัวในประเทศจีน พร้อมการปรับปรุงที่เพิ่มความหรูหราและสมรรถนะที่เหนือระดับยิ่งขึ้น
รูปลักษณ์ภายนอกของ AVATR 11 MY2024 ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบที่โดดเด่นและทันสมัย ด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและ Aerodynamic Design แต่ในรุ่นปี 2024 นี้ ได้เพิ่มเฉดสีทองใหม่เข้ามาเป็นทางเลือก เพื่อให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้น เฉดสีทองพิเศษนี้เป็นแบบเม็ดสีที่เปลี่ยนสีได้ตามมุมมองของแสง ทำให้ตัวรถดูมีมิติและน่าสนใจยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยโทนสีขาวสลับม่วงที่ให้ความรู้สึกสะอาดตาและหรูหรา ขอบสีทองบริเวณคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และแผงประตู เข้ากันได้ดีกับตัวถังสีทองภายนอก สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่พรีเมียม
หน้าจอแสดงผลยังคงเป็นจุดเด่นของ AVATR 11 ด้วยหน้าจอถึง 3 จอ โดยแบ่งเป็นหน้าจอมาตรวัด LCD ขนาด 10.25 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเมนต์ส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อแสดงข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน เช่น การนำทาง การเล่นเกม และการรับชมวิดีโอ
ระบบเครื่องเสียง Meridian ที่มาพร้อมลำโพง 25 ตัว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ให้เสียงแบบเซอร์ราวด์ 7.1.4 แชนเนล และเพาเวอร์แอมป์ PA3 DSP ที่มีกำลังขับ 2016W มอบประสบการณ์เสียงที่เหนือระดับ
เบาะที่นั่งได้รับการปรับปรุงใหม่โดยใช้หนังกึ่งอนิลีนฟูลเกรน ให้ความนุ่มสบายและระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเบาะคู่หน้าแบบ Zero-gravity ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายสูงสุด เบาะหลังมีระบบระบายอากาศและฟังก์ชันเบาะอุ่น เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร
แพลตฟอร์ม EP1 และระบบส่งกำลัง DriveONE ของ Huawei ยังคงเป็นหัวใจของ AVATR 11 มีให้เลือกทั้งรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวที่ให้กำลัง 230kW (309 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.6 วินาที และรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้กำลัง 425kW (570 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที
แบตเตอรี่มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 90 kWh และ 116 kWh พร้อมระบบชาร์จเร็ว 750V ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 580 – 730 กม. ระบบความปลอดภัย AVATR 11 MY2024 มาพร้อมระบบป้องกันการชนรอบด้านที่ครอบคลุม ทั้ง AEB/GAEB ด้านหน้า, ELKA/LOCP ด้านข้าง และ RAEB ด้านหลัง โดยเฉพาะระบบป้องกันการชนด้านข้าง (LOCP) ที่ทำงานร่วมกับเครือข่าย Laser Radar GOD สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางและ