• Privacy Policy
newsthailan.nataviguides.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.nataviguides.com
No Result
View All Result

N1907044_ไม ม เง นซ อข าวกล อง 25 บาทในว นน น… 8 ป ต อมา เธอกล บมาท ร านเด มพร อมรถต 4 ค น_part2

admin79 by admin79
July 14, 2026
in Uncategorized
0
N1907044_ไม ม เง นซ อข าวกล อง 25 บาทในว นน น... 8 ป ต อมา เธอกล บมาท ร านเด มพร อมรถต 4 ค น_part2 วิกฤตการณ์รถยนต์ไฟฟ้า: เยอรมนีเผชิญแรงเสียดทาน ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเร่งเครื่องในสังเวียน EV ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวกระโดดของ รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs) ซึ่งกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2023 เยอรมนีได้แสดงศักยภาพที่น่าประทับใจ ด้วยการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV (Battery Electric Vehicle) และ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ไปถึง 1.27 ล้านคัน ส่งผลให้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอันดับสองของโลก รองจากจีนเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม ปี 2024 กำลังนำมาซึ่งความท้าทายที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจส่งผลต่อตำแหน่งผู้นำของพวกเขา เยอรมนี: ผู้นำแห่งยุโรปที่เผชิญพายุลูกใหม่ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมัน (VDA) รายงานตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจว่า ในปี 2023 โรงงานในเยอรมนีได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมารวมทั้งสิ้น 995,000 คัน ขณะที่จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ส่วนใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนถูกจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก ในทางกลับกัน เยอรมนีกลับส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าถึง 76% ของการผลิตทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์เยอรมันในตลาดโลก สหรัฐอเมริกาเองก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญ โดยครองอันดับสามในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่เยอรมนีมีแบรนด์หลักที่แข็งแกร่งอย่าง Volkswagen, BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ในยุโรป ด้วยปริมาณการผลิตที่มากกว่าสเปน (256,000 คัน) และฝรั่งเศส (225,000 คัน) รวมกันเสียอีก ตามรายงานของ DW ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หน่วยงาน Federal Motor Transport Authority คาดการณ์ว่าภายในวันที่ 1 มกราคม 2030 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนในเยอรมนีกว่า 10 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-25% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับและการเติบโตของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนี อย่างต่อเนื่อง จุดเปลี่ยนพลิกฟ้า: เงินอุดหนุน EV ที่ถูกระงับ ทว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จของโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีในปี 2024 กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การตัดสินใจที่สร้างความตกตะลึงคือการระงับโครงการเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างกะทันหันในเดือนธันวาคม 2023 หลังจากการแก้ไขงบประมาณปี 2024 ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีได้สร้างช่องว่างทางการเงินถึง 60 พันล้านยูโร (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) ในงบประมาณของรัฐ ซึ่งบีบให้รัฐบาลต้องยกเลิกโครงการต่างๆ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โครงการเงินอุดหนุนดังกล่าวเคยเป็นแรงจูงใจสำคัญ โดยเสนอเงินสูงสุดถึง 6,750 ยูโร (ประมาณ 266,000 บาท) ซึ่งมาจากทั้งภาครัฐและผู้ผลิตรถยนต์ การยกเลิกครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่ตั้งใจจะซื้อ รถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ BEV ที่มีราคาสุทธิไม่เกิน 45,000 ยูโร (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) ซึ่งเคยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง 3,000 ยูโร และผู้ผลิตสมทบอีก 1,500 ยูโร รวมเป็น 4,500 ยูโร (ประมาณ 178,000 บาท) รถยนต์ที่มีราคาสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะหมดสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนไปโดยปริยาย
ความท้าทายด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันยังต้องเผชิญกับความซับซ้อนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ และปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้พวกเขาตามหลังคู่แข่งอย่าง Tesla และผู้ผลิตจากจีนในด้านเทคโนโลยี แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และประสิทธิภาพของยานยนต์ การต้องพึ่งพาบริษัทในอเมริกาและเอเชียตะวันออกเพื่อจัดหาแบตเตอรี่ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เยอรมนีเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันและชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่ดีว่าบริษัทต่างๆ เช่น Volkswagen กำลังร่วมมือกับ Northvolt เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่และแย่งส่วนแบ่งในตลาดนี้ ญี่ปุ่น: มหาอำนาจยานยนต์ที่กำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ ในขณะที่เยอรมนีเผชิญกับอุปสรรค ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนาน กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการปรับตัวอย่างเร่งด่วน หากย้อนกลับไปในบทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างผู้ผลิตจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน แต่ดูเหมือนว่าเราอาจมองข้ามบทบาทของญี่ปุ่นไป แม้ว่าแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Honda, Toyota, Nissan, Mazda, Suzuki, และ Mitsubishi จะเป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่ข่าวคราวเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาเงียบหายไปอย่างน่าประหลาด จนเกิดคำถามว่าพวกเขาอาจกำลังพ่ายแพ้ในสงครามครั้งใหม่นี้หรือไม่ สัญญาณเตือนจากแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังคงตามหลังคู่แข่งในด้านการผลิตและจำหน่าย รถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม โดยในปี 2022 มีสัดส่วนยอดขายทั่วโลกรวมประมาณ 13% เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 2.6% ในปี 2019 ในขณะที่ตลาดรถยนต์ในจีนมี ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สูงถึง 20% แต่ในญี่ปุ่นกลับมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น เมื่อเอ่ยถึงผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ชื่อที่ปรากฏมักจะเป็น Tesla (สหรัฐอเมริกา), BYD (จีน), และ Volkswagen (เยอรมนี) แต่แทบไม่เคยมีชื่อของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของยอดขาย EV ทั่วโลก แม้ว่า Nissan Leaf และ Mitsubishi i-MiEV จะเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวเป็นรุ่นแรกๆ ของโลกเมื่อกว่าสิบปีก่อนก็ตาม แม้แต่ Toyota ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพียง 24,000 คัน จากยอดขายรวม 10.5 ล้านคันในปี 2022 (เทียบกับ Tesla ที่ขายได้ 1.3 ล้านคัน) ยิ่งไปกว่านั้น รุ่น bz4x ซึ่งเป็น SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของ Toyota ก็ต้องหยุดจำหน่ายชั่วคราวเนื่องจากข้อบกพร่องทางเทคนิค นักวิเคราะห์หลายคนกังวลว่าการหยุดชะงักนี้อาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียความสามารถในการแข่งขันใน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ไป นักวิจารณ์บางส่วนเปรียบเทียบสถานการณ์ของญี่ปุ่นในปัจจุบันกับอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาด แต่กลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่คล่องตัวกว่าอย่างสหรัฐอเมริกาและไต้หวัน ซึ่งการลดลงของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในทำนองเดียวกันนี้ ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นเจ้าแห่งการผลิตรถยนต์อาจถึงกาลอวสานได้ ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่า การส่งออกรถยนต์คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของการส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่น และงานในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ก็คิดเป็น 8% ของงานทั้งหมดในประเทศ หากอุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจและสังคมญี่ปุ่นอย่างมหาศาล ประกายแห่งความหวัง: ญี่ปุ่นเร่งเครื่องสู่ยุค EV อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายนี้ ญี่ปุ่นกำลังแสดงให้เห็นถึง “ลูกฮึด” ที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากการลงจากตำแหน่ง CEO ของ Toyota ของนาย Akio Toyoda และการแต่งตั้งนาย Sato Koji เป็น CEO คนใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Toyota สู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ Toyota ได้ประกาศแผนการที่ทะเยอทะยาน โดยจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 10 รุ่น และตั้งเป้าเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 1.5 ล้านคันต่อปีภายในปี 2026 ขณะที่ Honda เองก็ไม่น้อยหน้า โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าถึง 30 รุ่นภายในปี 2030 และได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Sony เพื่อวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในปี 2022 ที่ผ่านมา Honda ยังมีการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า Nissan เองก็มีแผนการที่ชัดเจน โดยจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 19 รุ่นภายในปี 2030 และผู้บริหารระดับสูงได้ประกาศว่า “การใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ของบริษัท” อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม
การเริ่มต้นของญี่ปุ่นใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ถือว่าค่อนข้างช้า ส่วนหนึ่งมาจากการยึดติดกับความสำเร็จในอดีต วิศวกรหลายคนยังคงมีความคุ้นเคยกับการพัฒนาระบบไฮบริดที่ซับซ้อน และอาจไม่คุ้นเคยกับกลไกที่เรียบง่ายกว่าของรถยนต์ไฟฟ้า “ในอุตสาหกรรมนี้ ยังมีคนจำนวนมากที่ยังติดอยู่กับความคิดที่ว่ารถยนต์ต้องมีเครื่องยนต์” นาย Sato กล่าว ผู้บริหารยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เช่น Jatco ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าต้องการชิ้นส่วนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนผ่านจากรถไฮบริดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าในที่สุดจะไม่ใช่เรื่องยาก ความเชื่อมั่นในพลังงานไฮโดรเจน: พลังที่อาจกลายเป็นอดีต? ครั้งหนึ่ง ญี่ปุ่นเคยมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าใน เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน โดย Toyota ถึงกับเดิมพันอนาคตของอุตสาหกรรมไว้กับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ในการผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็น “สังคมไฮโดรเจน” แม้ว่าไฮโดรเจนจะมีบทบาทสำคัญในการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมหนัก หรือการขนส่งระยะไกล แต่การนำมาใช้กับรถยนต์นั่งขนาดเล็กกลับดูไม่สมเหตุสมผลนัก แม้ญี่ปุ่นจะลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับแล้ว แต่ยอดขาย Toyota Mirai ในตลาดบ้านเกิดกลับมีเพียง 7,500 คันเท่านั้น การสนับสนุนจากภาครัฐ: เส้นทางที่สวนทาง ในขณะที่รัฐบาลจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต่างให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสภาพอากาศ แต่ญี่ปุ่นกลับมีแนวโน้มที่สวนทาง รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดเป้าหมายให้รถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่จะออกขายภายในปี 2035 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฮบริดด้วย น่าแปลกใจที่เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในญี่ปุ่นยังคงมีขนาดใหญ่กว่าเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ กฎระเบียบที่เข้มงวดก็เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟ ในญี่ปุ่นมีสถานีชาร์จ EV สาธารณะเพียง 1 ใน 4 ของจำนวนสถานีชาร์จทั้งหมด เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่มีพื้นที่เล็กกว่ามาก แต่มีจำนวนสถานีชาร์จใกล้เคียงกัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นคิดช้าเกินไปที่จะตามทันการเปลี่ยนแปลงในตลาดที่แข่งขันดุเดือดเช่นนี้ จุดอ่อนด้านซอฟต์แวร์และประสบการณ์ผู้บริโภค แม้ว่า Toyota จะมีประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างรุ่น bz4x แต่การจะประสบความสำเร็จในตลาด EV กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อพิจารณาจากความโดดเด่นของ Tesla และ BYD ในตลาด แนวคิดของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นยังค่อนข้างล้าสมัย การสร้างรถ EV ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคในปัจจุบันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ ซอฟต์แวร์รถยนต์ และฟังก์ชันภายในรถเป็นหลัก ในขณะที่บริษัทญี่ปุ่นมักจะให้ความสำคัญกับฮาร์ดแวร์มากกว่า บริษัทวิจัย S&P Global Mobility ชี้ให้เห็นถึงผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปว่า บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ สูญเสียลูกค้าแฟนตัวยงไป แม้แต่แบรนด์อย่าง Toyota และ Honda ที่เคยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในอเมริกา ก็กำลังถูกลืมเลือนไป งานวิจัยยังบ่งชี้ว่า ผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้รถ EV ในปี 2022 ส่วนใหญ่มาจาก Toyota และ Honda ซึ่งยิ่งทำให้การทวงคืนฐานลูกค้าของสองค่ายยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก อนาคตที่รออยู่ เมื่อเทรนด์โลกกำลังเปลี่ยน ผู้ที่ตามไม่ทันย่อมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เรายังไม่แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างช้าของ Toyota และ Honda ในกระแสรถยนต์ไฟฟ้า เป็นเพราะพวกเขากำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง หรือเพราะขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รถยนต์ไฟฟ้าจีน กำลังไล่จี้ผู้เล่นรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง และหากพวกเขาไม่ปรับตัวอย่างจริงจัง วันหนึ่ง ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอาจเหลือไว้เพียงประวัติศาสตร์ของความสำเร็จที่เคยมีมา
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา การลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า หรือกำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน นี่คือช่วงเวลาที่น่าจับตาอย่างยิ่ง การตัดสินใจในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และแน่นอนว่าแบรนด์ที่สามารถปรับตัวและนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุค EV ได้
Previous Post

N1907045_3 เด อนท เสาหล กของบ านย งแต งต วไปทำงาน จนแม พ ดข นมาคำหน ง_part2

Next Post

N1907042_ผ วบอกเม ยเหม นแกง จนไม อยากกล บบ าน… จนค นหน งกล บมา ไม ม จานข าวของเขาแล ว_part2

Next Post

N1907042_ผ วบอกเม ยเหม นแกง จนไม อยากกล บบ าน... จนค นหน งกล บมา ไม ม จานข าวของเขาแล ว_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2307087_(จบ) พ อแม ม อใหม อย าไว ใจใครจนล มปกป องล ก เพราะความประมาทคร งเด_part2
  • N2307088_Ep1 ม ตรภาพปรส ต สงสาสารเพ อนให เพ อนเก ามานอนบ าน แต เพ อนพาผ ช_part2
  • N2307086_Ep4 ไรเดอร พ นล านก บย ยประธานเซเว น เม อความจร งเร มเป ดเผย ขน นพ_part2
  • N2307085_Ep1 ไรเดอร พ นล านก บย ยประธานเซเว น ท งค เป นเศรษฐ พ นล านท ซ อน_part2
  • N2307089_Ep1 พ อแม ม อใหม พ อแม เก อบเส ยล กต งแต หน าห องคลอดเม อชายปลอมต_part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • March 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.