• Privacy Policy
newsthailan.nataviguides.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.nataviguides.com
No Result
View All Result

N1607051_Ep3 สาม เกรดต ำ ม กร ความจร งท งหมด เธอก เร มวางแผนเอาค นคนท ห ก_part2

admin79 by admin79
July 14, 2026
in Uncategorized
0
N1607051_Ep3 สาม เกรดต ำ ม กร ความจร งท งหมด เธอก เร มวางแผนเอาค นคนท ห ก_part2 บทสรุปภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าปี 2567: ตลาดโลกเติบโต ท่ามกลางความท้าทายในไทย ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและท้าทายอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2567 ที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ลดลงถึง 8% อันเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ซบเซาและการเข้มงวดของระบบการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อเราหันไปมองตลาดโลก ภาพรวมกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง อุตสาหกรรม EV ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2567 ที่ทะยานขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บทความนี้ จะพาคุณเจาะลึกถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาพรวมของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย เปรียบเทียบการจัดอันดับแบรนด์และรุ่นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุด พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยขับเคลื่อนที่จะส่งผลต่อตลาดในปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันด้าน ราคา EV และ รถยนต์ไฟฟ้าประเภท PHEV ที่กำลังมาแรง ภาพรวมตลาดโลก EV: การเติบโตที่น่าประทับใจของ BEV และ PHEV ในปี 2567 ตลาดรถยนต์ EV ทั่วโลกได้ทำสถิติใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยยอดขายรวมกว่า 17.23 ล้านคัน ซึ่งเป็นปีแรกที่สามารถทะลุ 17 ล้านคันได้สำเร็จ แสดงถึงการเติบโตถึง 26% เมื่อเทียบกับปี 2566 สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ รถยนต์ไฟฟ้าประเภท PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ที่มียอดจดทะเบียนทั่วโลกเติบโตขึ้นถึง 53% เทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วนถึง 37% ของยอดขาย EV ทั้งหมด หรือราว 6.3 ล้านคันทั่วโลก ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เติบโตขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า สัดส่วนของรถยนต์ EV (BEV + PHEV) ต่อยอดขายรถยนต์ทั่วโลกทั้งหมด พุ่งสูงขึ้นเป็น 22% แล้ว โดยมียอดขายรถยนต์รวมทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 78 ล้านคัน การแข่งขันดุเดือด: BYD ครองบัลลังก์แบรนด์ EV ยอดนิยมทั่วโลก หากนับรวมทั้งยอดขาย BEV และ PHEV แบรนด์ BYD ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของโลกได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายรวมกว่า 4.06 ล้านคัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 23.6% และสามารถขยายช่องว่างจาก Tesla ซึ่งรั้งอันดับสองได้มากกว่า 2 ล้านคัน บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของ BYD ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก Tesla ยังคงเป็นแบรนด์ยอดนิยมในอันดับที่ 2 แต่ส่วนแบ่งตลาดได้ลดลงเหลือ 10.4% จากยอดขาย 1.78 ล้านคัน ซึ่งลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 17% ในปี 2562 แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ Tesla ต้องเร่งพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรักษาอัตราการเติบโตในตลาด
นอกเหนือจาก BYD และ Wuling (อันดับ 3) แล้ว แบรนด์จีนอื่นๆ ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น เช่น Geely (อันดับ 4), Li Auto (อันดับ 6), Aion (อันดับ 8), AITO (อันดับ 9), Leap Motor (อันดับ 12), Deepal (อันดับ 19) และ Changan (อันดับ 20) ซึ่งรวมแล้วแบรนด์จีนครองสัดส่วนถึง 11 จาก 20 อันดับแรก สะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของแบรนด์จีนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก แม้แบรนด์จีนจะมาแรง แต่แบรนด์ดั้งเดิมหลายรายก็เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น เช่น BMW (อันดับ 5), Volkswagen (อันดับ 7), Mercedes (อันดับ 10), Volvo (อันดับ 11) และ Kia (อันดับ 13) โดยเฉพาะ Toyota ที่สร้างความประหลาดใจด้วยการเติบโตถึง 69% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และไต่อันดับขึ้นมาถึง 5 อันดับ แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ดั้งเดิมเหล่านี้เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับตลาด รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และ EV มากขึ้น Toyota สร้างปรากฏการณ์: แบรนด์ดั้งเดิมที่พลิกเกมในตลาด EV ท่ามกลางกระแสข่าวที่อาจดูไม่เป็นใจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota กลับกลายเป็นแบรนด์ดั้งเดิมที่สร้างปรากฏการณ์ในปี 2567 ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 6 รุ่นที่มียอดขายเกิน 10,000 คัน สะท้อนถึงศักยภาพที่หลายคนอาจมองข้ามไป แบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Jeep และ Ford หลุดออกจาก Top 20 ในปี 2567 ทำให้สัดส่วนของแบรนด์ดั้งเดิมใน Top 20 ลดลงเหลือ 8 แบรนด์ ในขณะที่แบรนด์จีนกลายเป็นกลุ่มหลักในตาราง สำหรับแนวโน้มในปี 2568 BYD มีแนวโน้มที่จะขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากตลาดในประเทศจีนเริ่มอิ่มตัว การเติบโตของ BYD ในตลาดโลกจะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ในขณะที่ Tesla จำเป็นต้องเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กราคาเข้าถึงง่าย เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืน เจาะลึกรุ่นรถ EV ยอดนิยมปี 2567: Tesla Model Y ยังคงครองแชมป์ Tesla Model Y ยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในโลกประจำปี 2567 ด้วยยอดจดทะเบียนเกือบ 1.2 ล้านคัน ครองตำแหน่งแชมป์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และกำลังใกล้เคียงสถิติของ Nissan Leaf และ Tesla Model 3 แต่แม้จะยังคงเป็นอันดับ 1 ยอดขาย Model Y ลดลงเล็กน้อย 3% เมื่อเทียบกับปี 2566 อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2568 กับการเปิดตัว Model Y รุ่นใหม่ BYD Song (รวมรุ่น BEV และ PHEV) คว้าอันดับ 2 ด้วยยอดจดทะเบียน 739,000 คัน เติบโตขึ้น 16% จากปี 2566 และทิ้งห่าง Tesla Model 3 อย่างสบายๆ Tesla Model 3 อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดจดทะเบียน 533,000 คัน แม้จะเป็นยอดขายที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่การเติบโตค่อนข้างน้อย (เพิ่มขึ้นเพียง 4,000 คัน) และส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 บ่งชี้ถึงอายุตลาดที่มากขึ้นของ Model 3 และการแข่งขันที่รุนแรง BYD Seagull ไต่อันดับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ด้วยยอดจดทะเบียน 489,000 คัน เติบโตถึง 93% จากปี 2566 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 จนอาจแซงหน้า Tesla Model 3 ได้ ทั้งนี้ BYD มีรถยนต์ไฟฟ้าติดอันดับ Top 20 ถึง 10 รุ่น และ 7 ใน 10 อันดับแรก แสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างมากของ BYD ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Wuling ยังคงมาแรงในกลุ่มรถเล็กราคาประหยัด โดย Wuling HongGuang Mini EV และ Wuling Bingo ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 และ 12 ตามลำดับ ส่วน AITO และ Li Auto แบรนด์น้องใหม่สามารถส่งรถยนต์ไฟฟ้าติดอันดับ Top 20 ได้สำเร็จ โดย AITO มี M7 และ M9 อยู่ในอันดับ 14 และ 18 ส่วน Li Auto มี L6 อยู่ในอันดับ 15 รถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen (ID.4 และ ID.3) และ Aion Y มียอดขายลดลงและอันดับร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด บ่งชี้ถึงความท้าทายที่แบรนด์ดั้งเดิมต้องเผชิญในการแข่งขันกับแบรนด์จีนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับแนวโน้มปี 2568 คาดการณ์ว่า Tesla Model 3 อาจหลุดจาก Top 3 ในปี 2568 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากยอดขายอาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย และถูกแซงหน้าโดย BYD Seagull ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ แบรนด์จีนจะยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และมีการแข่งขันกันเองที่เข้มข้นมากขึ้น ตลาด EV ไทย: BEV หดตัว PHEV เติบโต 17% ท่ามกลางความท้าทาย ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV และ PHEV) รวมในประเทศไทยในปี 2567 อยู่ที่ 133,321 คัน โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) อยู่ที่ 70,137 คัน ซึ่งลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม แม้ตลาด BEV จะหดตัว การลดลงยังน้อยกว่าตลาดรถยนต์โดยรวมของไทยที่ลดลงถึง 26% แสดงให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจจะซบเซา ตลาด รถยนต์ไฟฟ้าในไทย ยังคงมีความต้องการอยู่บ้าง ส่วนยอดจดทะเบียนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในไทยปี 2567 อยู่ที่ 63,184 คัน คิดเป็นสัดส่วน 47% ของยอดจดทะเบียนรถ EV ทั้งหมดในประเทศไทย โดยหากนับยอด PHEV อย่างเดียว เติบโตขึ้นถึง 17% จากปี 2566 สำหรับสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทยอยู่ที่ 14% สัดส่วนรถยนต์ PHEV อยู่ที่ 12% และสัดส่วนรถยนต์ BEV+PHEV อยู่ที่ 26% จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทย 502,077 คัน
ตลาด BEV ไทย: Volvo มาแรง BYD ยังครองแชมป์ แต่เผชิญความท้าทาย ตลาด EV ในไทยมีการชะลอตัวลงในปี 2567 โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รวมอยู่ที่ 70,137 คัน ลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับปี 2566 เหตุผลหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจและระบบการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ที่น่าสังเกตคือ ยอดจดทะเบียนลดลงเกือบทุกแบรนด์เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยเฉพาะ MG, NETA, Tesla และ ORA ที่มียอดจดทะเบียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (มากกว่า 28%) ส่วน BYD แม้จะยังคงเป็นแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในตลาด EV ไทย (38.5%) แต่ยอดจดทะเบียนของ BYD เองก็ลดลง 11.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้จะยังเป็นผู้นำ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายในตลาดที่ชะลอตัว มีเพียงบางแบรนด์ที่สามารถเติบโตสวนกระแสได้ในปี 2567 ได้แก่ Volvo, BMW และ Wuling โดย Volvo มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุด (+40.2%) ตามมาด้วย Wuling (+44.8%) และ BMW (+5.7%) แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์เหล่านี้ในตลาด EV ไทย ChangAn และ Aion เป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2567 เนื่องจากทั้งสองแบรนด์มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2566 (จาก 2 คัน และ 89 คัน ในปี 2566 มาเป็น 5,912 คัน และ 5,185 คัน ในปี 2567 ตามลำดับ) และสามารถเข้ามาอยู่ใน Top 5 ของแบรนด์ EV ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทยได้สำเร็จ แนวโน้มตลาดรถ EV ปี 2568: การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น BYD Dolphin และ Atto 3 ครองอันดับ 1 และ 2 รุ่นรถยอดนิยมในไทย โดย BYD Dolphin เป็นรุ่นรถที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทย (13,386 คัน) ตามมาด้วย BYD Atto 3 (7,747 คัน) แสดงถึงความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าของ BYD ในทุกเซกเมนต์ และคาดว่าในปี 2568 จะเติบโตต่อไปได้อีก ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างแบรนด์จีนที่เน้น ราคา EV ที่เข้าถึงง่าย และแบรนด์ยุโรปที่เน้นภาพลักษณ์และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แบรนด์จีนน่าจะยังคงเป็นกลุ่มหลักในตลาด BEV ไทยต่อไป โดยเฉพาะ BYD ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายและแข็งแกร่ง ในปี 2568 เราน่าจะได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ใหม่ อย่าง ChangAn, Aion และแบรนด์จีนอื่นๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ส่วนแบรนด์ดั้งเดิม (เช่น Tesla, ORA, MG, NETA) จะเผชิญความท้าทายในการแข่งขัน และอาจต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคา ผลิตภัณฑ์ หรือการตลาด เพื่อรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด Toyota: เจ้าตลาดโลกที่ยังต้องเร่งปรับตัวสู่ยุค EV แม้ Toyota จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำยอดขายรถยนต์อันดับ 1 ของโลกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ด้วยยอดขายเกือบ 11 ล้านคันในปี 2567 แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) มีเพียง 1% เท่านั้น ในขณะที่แบรนด์รถยนต์ EV อื่นๆ ต่างมียอดขายเพิ่มขึ้น ยอดขายของ Toyota รวมถึงแบรนด์ Daihatsu, Hino และ Lexus ก็ลดลง 3.7% จากปี 2566 โดยยอดขายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจากยอดขายในประเทศที่ลดลงถึง 20% เนื่องจากปัญหาใบรับรองรถยนต์ที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงยอดขายในต่างประเทศที่ลดลงในตลาดสำคัญๆ เช่น จีน อินโดนีเซีย และไทย ในขณะที่รถยนต์ไฮบริดมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40% ในปี 2567 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Toyota ยังคงตามหลังแบรนด์อื่น ๆ โดยทำได้เพียง 139,892 คัน คิดเป็น 1.4% ของยอดขายทั้งหมด Volkswagen ที่มียอดขายรถยนต์สูงสุดเป็นอันดับสอง ก็มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงด้วยเช่นกัน ขายรถยนต์ไฟฟ้าได้เกือบ 745,000 คัน หรือคิดเป็น 8% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ในทางกลับกัน BYD ขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้มากกว่า Nissan และ Honda เป็นครั้งแรก ด้วยยอดขายกว่า 4.25 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 41% จากปี 2566 ทำยอดขายแซงหน้า Volkswagen และขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน และกำลังไต่ขึ้นสู่ระดับโลก Hyundai Motor Group ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มียอดขายมากกว่า 7.2 ล้านคันในปี 2567 แม้ว่ายอดขายจะลดลง 1% จากปี 2566 แต่ก็สามารถไล่ตาม Toyota และ Volkswagen ทัน โดยแบรนด์ Hyundai และ Kia ทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 200,000 คันทั่วโลกในปีที่แล้ว ปัจจุบัน Hyundai และ Kia กำลังเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่หลายรุ่น เพื่อตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต่อไปในปีนี้ หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐยังคงมีอยู่ หรือมีมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเติมที่จะช่วยให้ตลาด EV ในไทยอาจกลับมาเติบโตได้บ้างในปี 2568 ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรม EV ก็จะไม่สูงเท่าปี 2565 อีกแล้ว
หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 2568 หรือกำลังตัดสินใจเลือกซื้อ รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง หรือ รถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดง ในราคาที่คุ้มค่า อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือสำรวจตัวเลือกที่หลากหลายในตลาด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและคุ้มค่าที่สุด.
Previous Post

N1607055_EP.2 หน ช ว ต เขาเร มขโมย เเละถ กผ หญ งช กจ งให ร วมม อจ บคนท เค_part2

Next Post

N1607054_Ep2 สาม เกรดต ำ ย งเช อใจมากเท าไหร เธอก ย งเร มเห นความจร งท_part2

Next Post

N1607054_Ep2 สาม เกรดต ำ ย งเช อใจมากเท าไหร เธอก ย งเร มเห นความจร งท_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2307087_(จบ) พ อแม ม อใหม อย าไว ใจใครจนล มปกป องล ก เพราะความประมาทคร งเด_part2
  • N2307088_Ep1 ม ตรภาพปรส ต สงสาสารเพ อนให เพ อนเก ามานอนบ าน แต เพ อนพาผ ช_part2
  • N2307086_Ep4 ไรเดอร พ นล านก บย ยประธานเซเว น เม อความจร งเร มเป ดเผย ขน นพ_part2
  • N2307085_Ep1 ไรเดอร พ นล านก บย ยประธานเซเว น ท งค เป นเศรษฐ พ นล านท ซ อน_part2
  • N2307089_Ep1 พ อแม ม อใหม พ อแม เก อบเส ยล กต งแต หน าห องคลอดเม อชายปลอมต_part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • March 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.