
เมอร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์: วิวัฒนาการแห่งสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและสมรรถนะที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ในโลกแห่งยานยนต์ระดับพรีเมียม น้อยนักที่จะมีชื่อรุ่นใดสามารถจุดประกายความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ความแข็งแกร่ง และความหรูหราได้เท่ากับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (Mercedes-Benz G-Class) รถออฟโรดในตำนานที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “G-Wagen” หรือ “G-wagen” มาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา G-Class ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะ ความสำเร็จ และความหลงใหลในสมรรถนะที่เหนือชั้น การเปิดตัว G-Class รุ่นที่ 2 ในช่วงต้นปี 2018 ณ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ ถือเป็นการประกาศศักดาครั้งสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการยกระดับรถรุ่นไอคอนนี้ไปสู่อีกระดับ โดยยังคงไว้ซึ่ง DNA อันเป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันก็ผสานเทคโนโลยีและความล้ำสมัยแห่งยุค 2025 เข้าไว้อย่างลงตัว
จากตำนานสู่นวัตกรรม: การกำเนิด G-Class รุ่นใหม่
เมื่อกลางเดือนมกราคม 2018 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (Mercedes-Benz G-Class) รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นเจเนอเรชันที่ 2 ออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ณ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ โดยในเบื้องต้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยืนยันว่ารุ่นที่จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศเยอรมนีช่วงเดือนมิถุนายน 2018 จะมีเพียงโมเดลเดียวคือ เมร์เซเดส-เบนซ์ จี 500 (Mercedes-Benz G 500) ที่มาพร้อมราคาเริ่มต้น 107,040 ยูโร หรือประมาณ 4.28 ล้านบาทไทย
อย่างไรก็ตาม เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อมา ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2018 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอีกครั้ง ด้วยการประกาศเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสสมรรถนะขั้นสุดยอด ด้วยการเปิดตัว เมอร์เซเดส-เอเอมจี จี 63 (Mercedes-AMG G 63) ซึ่งเป็นผลผลิตจากสำนักแต่ง AMG อันเลื่องชื่อ โดยโมเดลพิเศษนี้มีกำหนดเปิดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวา ครั้งที่ 88 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2018 ก่อนจะประกาศราคาอย่างเป็นทางการและเปิดรับจองในช่วงกลางเดือนเดียวกัน และเริ่มส่งมอบรถได้ในเดือนมิถุนายน 2018
AMG G 63: หัวใจที่เต้นแรงของ G-Class
การมาถึงของ เมอร์เซเดส-เอเอมจี จี 63 (Mercedes-AMG G 63) ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มทางเลือก แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ G-Class ไปสู่ขีดสุด AMG ได้ทำการปรับปรุงและพัฒนายกเครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo เบนซิน DOHC ความจุ 3,982 ซีซี ที่ยกมาจาก G 500 เดิม จนมีพละกำลังและแรงบิดที่น่าทึ่ง
แรงบิดสูงสุด: พุ่งจาก 610 นิวตัน-เมตร (62.2 กก.-ม.) ไปเป็น 850 นิวตัน-เมตร (86.7 กก.-ม.) หรือเพิ่มขึ้นถึง 39.3%
กำลังสูงสุด: ทะยานจาก 310 กิโลวัตต์ (422 แรงม้า) เป็น 430 กิโลวัตต์ (585 แรงม้า) หรือเพิ่มขึ้นถึง 38.7%
ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจาก 5.9 วินาที เหลือเพียง 4.5 วินาที ซึ่งเร็วกว่าเดิมถึง 1.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 220 กม./ชม. แต่สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ที่เหนือกว่า สามารถเลือกติดตั้ง DRIVER’S PACKAGE จากโรงงานเพื่อปลดล็อกความเร็วสูงสุดไปได้ถึง 240 กม./ชม.
แม้สมรรถนะจะโดดเด่น แต่เรื่องอัตราสิ้นเปลืองก็ยังคงเป็นจุดที่ต้องพิจารณา โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 13.2 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 7.6 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 299 กรัม/กม.
AMG G 63: สเปกที่น่าจับตามอง (ข้อมูล ณ ปี 2018)
เครื่องยนต์: V8 Bi-Turbo เบนซิน ฉีดตรง
กำลังสูงสุด: 585 แรงม้า
ระบบเกียร์: 9 จังหวะ อัตโนมัติ 9G-TRONIC
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนสี่ล้อ
น้ำหนักรถพร้อมขับ: 2,560 กก. (ตามมาตรฐาน EC)
ความเร็วสูงสุด: 220 กม./ชม. (หรือ 240 กม./ชม. พร้อม DRIVER’S PACKAGE)
การเข้ามาของ Mercedes-Benz E 220 d Estate AMG Dynamic: การผสมผสานที่ลงตัว
นอกจาก G-Class แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังได้เปิดตัว เมร์เซเดส-เบนซ์ อี 220 ดี เอสเตท เอเอมจี ไดนามิค (Mercedes-Benz E 220 d Estate AMG Dynamic) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย การมาถึงของรุ่นนี้เป็นการตอกย้ำความสามารถของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการผสมผสานความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามของรถยนต์ซีดานระดับหรู เข้ากับประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันของรถยนต์ประเภท Estate ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การออกแบบภายนอก: โดดเด่นด้วยเส้นหลังคาที่ลาดเอียงเพื่อเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตและโฉบเฉี่ยว พร้อมชุดแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling ไฟหน้า MULTIBEAM LED พร้อมระบบส่องสว่างอัจฉริยะที่ปรับตามการเลี้ยวของพวงมาลัย เพิ่มทัศนวิสัยขณะเข้าโค้ง และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ไฟ Daytime Running Lights แบบ LED ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟเบรกและไฟท้ายแบบ LED หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติพร้อมปลายท่อไอเสียโครเมียม 2 ท่อ
ห้องโดยสาร: ตกแต่งด้วยเบาะหนัง NAPPA ระบบไฟ Ambient Lighting ที่สามารถปรับได้ถึง 64 สี ระบบเครื่องเสียง Burmester® พร้อม DSP Amplifier และลำโพง 13 ตัว กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางถึง 670-1,820 ลิตร เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40:20:40 และสามารถปรับเอนเพิ่มได้ถึง 10 องศา เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระได้อีก 30 ลิตร
ขุมพลัง: เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม. ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม.
เทคโนโลยีความปลอดภัย: มาพร้อมระบบ Pre-Safe® System, ESP®, ABS, Adaptive Brake, ระบบเตือนแรงดันลมยาง, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า, เซ็นเซอร์ช่วยจอด Parktronic, ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ระบบช่วงล่าง Air Body Control ที่สามารถปรับได้ 4 ระดับ ผ่านสวิตช์ Dynamic Select (เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งเพิ่มเติม)
ข้อมูลจำเพาะ Mercedes-Benz E 220 d Estate AMG Dynamic:
เครื่องยนต์: ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์
ความจุ: 1,950 ซีซี
กำลังสูงสุด: 194 แรงม้า / 3,800 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด: 40.8 กก.-ม. / 1,600-2,800 รอบต่อนาที
เกียร์: 9 จังหวะ 9G-TRONIC
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 2 ล้อ
ราคา: 4,740,000 บาท
Mercedes-Benz E-Class Coupe: ความงามสง่าที่มาพร้อมสมรรถนะ
ในช่วงต้นปี 2018 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส คูเป้ (Mercedes-Benz E-Class Coupe) รถสปอร์ตคูเป้ที่หลายคนรอคอย ด้วยการออกแบบที่ผสานความสง่างามตามแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยุคใหม่ เข้ากับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและสปอร์ต
การออกแบบ: ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดโคมไฟและกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เส้นสายของตัวถังลากยาวจากด้านหน้าจรดด้านท้าย สร้างความรู้สึกถึงความพลิ้วไหวและสปอร์ต
ขุมพลัง: คาดการณ์ว่าจะมาพร้อมทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ ให้กำลัง 241 แรงม้า ไปจนถึงเครื่องยนต์ Bi-Turbo V6 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 396 แรงม้า ซึ่งใกล้เคียงกับรุ่นสมรรถนะสูงในซีรีส์ 63
ข้อเสนอพิเศษจาก Benz Starflame (ช่วงปลายปี 2018)
บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ ได้มอบแคมเปญพิเศษส่งท้ายปี 2018 ในชื่อ “SANTA BABY” ซึ่งรวมถึง:
เลขทะเบียนรถสวย ความหมายดี: จำนวน 100 ชุด สำหรับลูกค้าที่ต้องการความโชคดีในปีใหม่
ดาวน์ 0% พร้อมออกรถทันที: ไม่ต้องใช้เงินดาวน์ พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง
iPhone XS Max: มูลค่า 49,900 บาท สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถรุ่นที่ร่วมรายการภายใน 31 ธันวาคม 2561
ข้อเสนอนี้สามารถรับได้ที่งาน Motor Expo 2018 ณ Challenger Hall 1 เมืองทองธานี บูธ A09 หรือที่โชว์รูม Benz Starflame (ดินแดง)
Mercedes-Benz C 300 e: ก้าวสำคัญสู่ยนตรกรรมแห่งอนาคต
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี 300 อี (Mercedes-Benz C 300 e) รุ่นประกอบในประเทศ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านยนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ EQ
การออกแบบ: ภายนอกยังคงความปราดเปรียวและสง่างามเช่นเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล โดยรุ่น Avantgarde มาพร้อมกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียม และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ขณะที่รุ่น AMG Dynamic จะโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond Grille และชุดแต่ง AMG Bodystyling กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง ไฟหน้า LED (LED High Performance หรือ MULTIBEAM LED ในรุ่น AMG Dynamic) และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ
ภายใน: รุ่น Avantgarde ตกแต่งด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมปุ่มควบคุม Touch Control และเบาะหุ้มหนัง ARTICO ส่วนรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมพวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัด เบาะนั่งหนังแท้ และหน้าจอ All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ (Classic, Progressive, Sporty) รวมถึงหน้าจอ MBUX ขนาด 10.25 นิ้ว ที่ควบคุมด้วย Touchpad ระบบเสียง Burmester® surround sound system (ในรุ่น AMG Dynamic) และระบบไฟ Ambient Lighting 64 สี
เทคโนโลยี Mercedes me connect: บริการที่เชื่อมต่อลูกค้า รถยนต์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ช่วยให้การบริหารจัดการรถยนต์สะดวกสบายยิ่งขึ้น เช่น การตรวจสอบสถานะรถยนต์ การสั่งเปิดเครื่องปรับอากาศล่วงหน้า หรือการขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
ขุมพลัง Plug-In Hybrid (EQ Power) เจเนอเรชันที่ 3:
เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid: ขนาด 2.0 ลิตร รหัส M274 DE 20 AL ให้กำลัง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที
มอเตอร์ไฟฟ้า: พัฒนาใหม่ ให้กำลัง 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตัน-เมตร
กำลังรวมสูงสุด: 320 แรงม้า ที่ 4,500-5,500 รอบ/นาที แรงบิดรวมสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร
ระบบเกียร์: 9 จังหวะ 9G-TRONIC
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.4 วินาที
ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV Mode): สูงสุด 50 กิโลเมตร
แบตเตอรี่: ลิเธียม-ไอออน ความจุ 13.5 kWh สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 100% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วย Wallbox ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ระบบความปลอดภัย: ยกระดับความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีเทียบเท่า Mercedes-Benz S-Class อาทิ ESP®, ABS, Active Brake Assist, Distance Pilot DISTRONIC, Surround View Camera และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อื่นๆ อีกมากมาย
ราคาจำหน่าย:
C 300 e Avantgarde (ประกอบในประเทศ): 2,699,000 บาท
C 300 e AMG Dynamic (ประกอบในประเทศ): 3,215,000 บาท
รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะยังคงจำหน่ายในรุ่น C 220 d Avantgarde
อนาคตของ Mercedes-Benz ในไทย:
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอยนตรกรรมที่ดีที่สุด สู่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และการออกแบบที่สะท้อนถึงความหรูหราและสไตล์ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียม การเลือกซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ใช่เพียงแค่การได้ครอบครองยานพาหนะ แต่คือการได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเลิศ และการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งยนตรกรรมระดับโลก
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงตัวตน ความสำเร็จ และตอบสนองทุกความต้องการในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา ความอเนกประสงค์ หรือสมรรถนะที่เหนือชั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือคำตอบที่ใช่ ที่จะพาคุณไปสู่ประสบการณ์การขับขี่อันน่าประทับใจไม่รู้ลืม เชิญสัมผัสและทดลองขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นที่คุณสนใจได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ.