
เมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class: นิยามใหม่ของตำนานออฟโรดสุดหรู ที่ผสานสมรรถนะเหนือชั้น สู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
ในโลกของยานยนต์หรูที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด มีรถยนต์เพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลา สร้างปรากฏการณ์ และกลายเป็นที่ปรารถนาของผู้คนทั่วโลกมายาวนาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class คือหนึ่งในนั้น สัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ความหรูหรา และสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ล่าสุดได้ยกระดับนิยามของตนเองให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว เมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class รุ่นที่ 2 อันเป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เข้ากับจิตวิญญาณแห่งออฟโรดพันธุ์แท้ได้อย่างลงตัว
การเปิดตัวครั้งแรกในโลก ณ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ เมื่อต้นปี 2018 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ G-Class ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ที่สะท้อนถึงสถานะ ความสำเร็จ และไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ก้าวแรกของการเปิดตัวมาพร้อมกับรุ่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ G 500 ที่มาพร้อมราคา 107,040 ยูโร หรือราว 4.28 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลือกที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของความหรูหราและความพิเศษ
แต่สำหรับผู้ที่มองหาสมรรถนะที่เร้าใจยิ่งขึ้น และต้องการสัมผัสถึงขีดสุดแห่งการพัฒนาจากแผนกที่ได้รับการยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่าง AMG การมาถึงของ เมอร์เซเดส-เอเอมจี G 63 คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ การเปิดตัวครั้งที่สองในงานมหกรรมยานยนต์เจนีวา ตอกย้ำถึงความตั้งใจของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าที่มองหารถยนต์ที่ผสมผสานความแข็งแกร่งแบบฉบับ G-Class เข้ากับพละกำลังอันดุดันของ AMG ได้อย่างลงตัว
G 63: ขุมพลัง AMG สู่การยกระดับประสบการณ์ G-Class
หัวใจสำคัญที่ทำให้ เมอร์เซเดส-เอเอมจี G 63 แตกต่างอย่างชัดเจน คือการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสมรรถนะจากสำนัก AMG มาสู่ตัวถังอันเป็นตำนาน เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo เบนซิน DOHC ความจุ 3,982 ซีซี ที่ยกบล็อกมาจาก G 500 ได้รับการปรับแต่งอย่างสุดขั้วเพื่อปลดปล่อยศักยภาพสูงสุด แรงบิดสูงสุดทะยานขึ้นจาก 610 นิวตัน-เมตร เป็น 850 นิวตัน-เมตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 39.3% ในขณะที่พละกำลังสูงสุดก็กระโดดจาก 422 แรงม้า เป็น 585 แรงม้า คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 38.7%
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คืออัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ลดลงอย่างน่าทึ่งจาก 5.9 วินาที เป็น 4.5 วินาที การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่คือความรู้สึกถึงพละกำลังที่ส่งตรงมายังผู้ขับขี่ ทำให้การเร่งแซงและการเข้าโค้งบนเส้นทางคดเคี้ยวกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการสัมผัสประสบการณ์ความเร็วที่เหนือกว่าขีดจำกัดเดิม การเลือกติดตั้ง DRIVER’S PACKAGE จากโรงงาน จะช่วยปลดล็อคความเร็วสูงสุดไปสู่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ G 63 เป็นมากกว่ารถยนต์ออฟโรด แต่คือซูเปอร์คาร์ในคราบเอสยูวี ที่พร้อมท้าทายทุกเส้นทาง
แม้สมรรถนะจะได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการระบุอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 13.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ประมาณ 7.6 กิโลเมตรต่อลิตร) และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 299 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความพยายามในการปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจำเพาะเบื้องต้นของ Mercedes-AMG G 63:
เครื่องยนต์: V8 Bi-Turbo เบนซิน ฉีดตรง 585 แรงม้า
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ G-Tronic
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนสี่ล้อ
น้ำหนักรถพร้อมขับ: 2,560 กิโลกรัม (ตามมาตรฐาน EC)
ความเร็วสูงสุด: 220 กม./ชม. (หรือ 240 กม./ชม. พร้อม DRIVER’S PACKAGE)
E-Class Estate AMG Dynamic: ความสมบูรณ์แบบที่มาพร้อมประโยชน์ใช้สอย
นอกเหนือจาก G-Class ซึ่งเป็นไอคอนแห่งความหรูหราและความทนทาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่หลากหลาย การมาถึงของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 220 d Estate AMG Dynamic เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง การผสมผสานความสง่างามของ E-Class Sedan เข้ากับความอเนกประสงค์ของรถยนต์สเตชั่นแวกอน และเสริมด้วยชุดแต่ง AMG Dynamic สร้างสรรค์เป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความหรูหรา ประสิทธิภาพ และประโยชน์ใช้สอยสูงสุด
การออกแบบภายนอก ของ E 220 d Estate AMG Dynamic โดดเด่นด้วยเส้นหลังคาที่ลาดเอียง เสริมลุคให้ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว พร้อมชุดแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะ ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ไฟ Daytime LED แบบไฟเบอร์ออพติก หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายอัตโนมัติ ล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความล้ำสมัย
ภายในห้องโดยสาร ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเบาะหนัง Nappa ระบบไฟเรืองแสง Ambient Lighting ที่ปรับได้ถึง 64 สี ระบบเครื่องเสียง Burmester® พร้อมลำโพง 13 ตัว และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา คือสิ่งที่สร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้โดยสาร ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่บรรทุกสัมภาระที่กว้างขวาง สามารถจุได้ถึง 670-1,820 ลิตร พร้อมเบาะหลังที่พับได้แบบ 40:20:40 ยิ่งทำให้ E 220 d Estate AMG Dynamic เป็นรถยนต์ที่พร้อมสำหรับการเดินทางทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางประจำวัน การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่
ขุมพลัง ของ E 220 d Estate AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม. ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ G-Tronic สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 235 กม./ชม. เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยครบครัน ตั้งแต่ PRE-SAFE® SYSTEM, ESP®, ABS, Adaptive Brake, ระบบเตือนแรงดันลมยาง, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า, เซ็นเซอร์ช่วยนำรถเข้าจอด, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ, กล้องรอบทิศทาง และระบบช่วงล่างแบบถุงลม Air Body Control ที่สามารถปรับการทำงานได้ 4 ระดับผ่าน Dynamic SELECT ยิ่งเพิ่มความมั่นใจและความสบายในการขับขี่
ข้อมูลจำเพาะของ Mercedes-Benz E 220 d Estate AMG Dynamic:
เครื่องยนต์: ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 2.0 ลิตร
กำลังสูงสุด: 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 40.8 กก.-ม. ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที
เกียร์: 9 จังหวะ G-Tronic
ราคา: 4,740,000 บาท
E-Class Coupe: ความสง่างามสไตล์สปอร์ต
เมื่อพูดถึงรถยนต์ที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหรา เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class Coupe ย่อมเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามอง การเปิดตัว Mercedes-Benz E-Class Coupe รุ่นใหม่ ในปี 2018 ถือเป็นการเติมเต็มไลน์อัพของ E-Class ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบที่เน้นความเพรียวบาง เส้นสายที่เฉียบคม สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของรถยนต์คูเป้สไตล์สปอร์ต
การออกแบบภายนอกของ E-Class Coupe ยึดแนวทางความทันสมัยและพรีเมียมตามแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ยุคใหม่ ตั้งแต่ชุดโคมไฟหน้าที่คมชัด ไปจนถึงชุดกระจังหน้าที่สง่างาม เส้นสายของตัวถังที่ลากยาวจากด้านหน้าจรดด้านหลัง สร้างความรู้สึกถึงพลวัตและความปราดเปรียว
ภายใต้ความสวยงามภายนอก E-Class Coupe มาพร้อมกับขุมพลังที่หลากหลาย โดยคาดการณ์ว่าจะมีตัวเลือกทั้งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบ ที่ให้กำลังสูงสุด 241 แรงม้า และรุ่น Bi-Turbo V6 3.0 ลิตร ที่ทรงพลังถึง 396 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจใกล้เคียงกับรถยนต์สมรรถนะสูงในซีรีส์ 63
Mercedes-Benz C 300 e: พลวัตแห่งอนาคตกับเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด
ในยุคที่โลกยานยนต์กำลังมุ่งสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz C 300 e รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ผลิตในประเทศไทย โดยรถรุ่นนี้ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน ด้วยการผสมผสานขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 3 เข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างครบครัน
การออกแบบภายนอก ของ C 300 e สะท้อนความปราดเปรียวและเร้าใจ โดยรุ่น Avantgarde มาพร้อมกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมี่ยม ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ขณะที่รุ่น AMG Dynamic โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond Grille ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้า LED High Performance และ MULTIBEAM LED ที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ พร้อมระบบไฟสูง ULTRA RANGE Highbeam ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร
ภายในห้องโดยสาร สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามบุคลิกของผู้ขับขี่ รุ่น Avantgarde มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมปุ่มควบคุม Touch Control และเบาะหุ้มหนัง ARTICO ส่วนรุ่น AMG Dynamic เน้นความสปอร์ตด้วยพวงมาลัยท้ายตัด เบาะหนังแท้ และหน้าจอ All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว ควบคุมง่ายด้วย Touchpad, ระบบเสียง Burmester® surround sound system (ในรุ่น AMG Dynamic), ระบบนำทาง 3 มิติ, ไฟ Ambient Lighting 64 สี และบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์ และผู้จำหน่าย เป็นไปอย่างราบรื่น
ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจเนอเรชั่นที่ 3 ของ C 300 e คือหัวใจสำคัญ มอบพละกำลังสูงสุดรวม 320 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 700 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9 G-Tronic สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 5.4 วินาที และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนความจุ 13.5 kWh ใหม่ ชาร์จเต็มภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วย Wallbox ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เทคโนโลยีความปลอดภัย ได้รับการยกระดับให้เทียบเท่า S-Class อาทิ ESP®, ABS, Active Brake Assist, Distance Pilot DISTRONIC, Surround view camera และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ
ราคาจำหน่าย:
C 300 e Avantgarde: 2,699,000 บาท
C 300 e AMG Dynamic: 3,215,000 บาท
เบนซ์ สตาร์แฟลก: ข้อเสนอสุดพิเศษ ส่งท้ายปี
เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า และเป็นการส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เบนซ์ สตาร์แฟลก ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ ได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ “SANTA BABY” มอบข้อเสนอที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟรี! เลขทะเบียนรถสวยความหมายดี, ดาวน์ 0% พร้อมออกรถได้ทันที, ประกันภัยชั้นหนึ่ง และรับฟรี iPhone XS Max มูลค่า 49,900 บาท เมื่อจองและออกรถรุ่นที่ร่วมรายการภายใน 31 ธันวาคม 2561
แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่าน และเพื่อให้ทุกคนได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์คันใหม่ โดยมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับรุ่นที่ร่วมรายการ เช่น Mercedes-Benz E-Class E 350 e AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLC 250 d AMG Dynamic, และ Mercedes-Benz GLC 250 d OFF-ROAD
เบนซ์ สตาร์แฟลก เชิญชวนทุกท่านสัมผัสประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เหนือระดับ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ที่งาน Motor Expo 2018 ณ Challenger Hall 1 เมืองทองธานี บูธ A09 หรือที่โชว์รูม เบนซ์ สตาร์แฟลก (ดินแดง) เพื่อรับคำปรึกษาและข้อเสนอที่ดีที่สุดก่อนตัดสินใจ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรม และนำเสนอรถยนต์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของตลาด ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะที่เหนือกว่า และการออกแบบที่ไร้ที่ติ หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ ความหรูหรา และประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะเข้ามาสัมผัสโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แล้วคุณจะค้นพบว่า “The Best or Nothing” ไม่ใช่เพียงคำกล่าว แต่คือความจริงที่สัมผัสได้ทุกครั้งที่ได้ขับเคลื่อน.