
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยกระดับนิยามแห่งความหรูหรา: “The Art of Cultivated Luxury” ขับเคลื่อนประสบการณ์สุดพิเศษ
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับบน การนำเสนอเพียงแค่สมรรถนะและดีไซน์ที่เหนือชั้นนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตระหนักถึงความต้องการอันลึกซึ้งของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ที่มองหาสิ่งที่สะท้อนถึงรสนิยม ความสำเร็จ และวิถีชีวิตที่ประณีต การจัดงาน “The Art of Cultivated Luxury” ณ อาคาร เดอะ ฟอรัม แอท วัน แบงค็อก (One Bangkok Forum) สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ในการเชื่อมโยงโลกของยานยนต์ระดับ “Top-End Luxury” เข้ากับศิลปะ วัฒนธรรม และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่หลากหลายอย่างลงตัว
ภายใต้แนวคิด “The Art of Cultivated Luxury” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอไลน์อัพยานยนต์ระดับสูงสุดของแบรนด์ ครอบคลุมทั้ง Mercedes-Maybach ที่เป็นที่สุดแห่งความหรูหราไร้ขีดจำกัด และยนตรกรรมที่โดดเด่นในกลุ่ม G-Class, S-Class และ V-Class ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและสถานะทางสังคม การจัดแสดงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรถยนต์ แต่เป็นการสร้างสรรค์บรรยากาศที่ผสมผสานความงดงามของศิลปะร่วมสมัยเข้ากับยนตรกรรมสุดพิเศษ ผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Luxury on Wheel, The Essence of Elegance, Culinary Mastery, The Art of Fine Drinking, และ Notes of Perfection องค์ประกอบเหล่านี้ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความประณีต รสนิยมชั้นสูง สุนทรียภาพแห่งชีวิต และตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ในทุกมิติ
เปิดมิติใหม่แห่งยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury: 6 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องจับตา
งาน “The Art of Cultivated Luxury” ได้จัดแสดงยานยนต์ระดับ Top-End Luxury กว่า 6 รุ่น ที่สะท้อนถึงความสุดยอดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในหลากหลายเซกเมนต์ ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนมาพร้อมเอกลักษณ์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย:
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV: ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สุดแห่งยนตรกรรม SUV ที่ผสานความหรูหราสง่างามเข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว ราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท
Mercedes-Maybach S 580 e Premium: รถยนต์ซีดานระดับไฮเอนด์ลักชัวรีที่สะท้อนเอกลักษณ์ความสง่างามในแบบฉบับของ S-Class มาพร้อมตัวถังสีทูโทนใหม่ที่ผลิตในประเทศ (Local Production) สร้างความแตกต่างและความหรูหราที่เหนือระดับ ราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท
Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology: การสานต่อตำนาน 45 ปี ของ G-Class ฉายา “King of Off-Road” สู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% และมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว มอบพละกำลังและแรงบิดมหาศาลถึง 1,164 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น STANDARD ราคาเริ่มต้น 9,500,000 บาท และรุ่น EDITION ONE ที่มาพร้อมการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6 คันในประเทศไทย ราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท
Mercedes-Benz G 450 d: อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับตระกูล G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล ให้สมรรถนะที่แข็งแกร่งและสมบุกสมบันตามสไตล์ G-Class ในราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium: ยนตรกรรมลักชัวรี่ซีดานที่มอบประสบการณ์การขับขี่และความเป็นเลิศรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียภาพในการขับขี่ ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร ระบบความบันเทิง และความปลอดภัยขั้นสูง โดดเด่นด้วยระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) เพื่อความคล่องตัวสูงสุด ราคา 7,580,000 บาท
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive: รถแวนระดับลักชัวรี่ 6 ที่นั่ง ที่นำเข้าตามมาตรฐานยุโรป ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทั้งการเดินทางแบบครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ มอบความสะดวกสบายและความหรูหราเทียบเท่าเฟิร์สคลาส พร้อมสมรรถนะที่ทรงพลัง เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ราคา 5,820,000 บาท
บทสรุปจากผู้บริหาร: วิสัยทัศน์แห่งความหรูหราที่ไร้ขีดจำกัด
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของยานยนต์ที่จัดแสดงว่า “การเปิดตัวยนตรกรรมทั้ง 6 รุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศในทุกด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างแท้จริง แบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์กลุ่ม S-Class เป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยการตกแต่งภายในสุดประณีต เทคโนโลยีล้ำสมัย และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ในขณะที่รถยนต์กลุ่ม G-Class เป็นตัวแทนด้านขุมพลังและมรดกอันยิ่งใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำถึงความสง่างามที่มาพร้อมความแข็งแกร่งและสมรรถนะขั้นสูง และสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางในการใช้งาน เรายังได้นำเสนอรถแวนอเนกประสงค์ในกลุ่ม V-Class ที่เหมาะสำหรับทั้งกลุ่มครอบครัวและนักธุรกิจ พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานที่หลากหลาย”
ประสบการณ์เหนือระดับที่มากกว่ายานยนต์: การผสมผสานศาสตร์แห่งชีวิตชั้นสูง
สิ่งที่ทำให้งาน “The Art of Cultivated Luxury” แตกต่างอย่างแท้จริง คือการรังสรรค์ประสบการณ์ที่เติมเต็มทุกมิติของชีวิตชั้นสูง การจัดแสดงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ยานยนต์ แต่ยังรวมถึงการนำเสนอสุดยอดของศิลปะและงานฝีมือผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ:
เครื่องประดับและเฟอร์นิเจอร์สุดพิเศษ: จาก “Lotus Arts de Vivre” แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านชื่อดังของไทย ที่นำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยอันวิจิตรงดงาม
นาฬิกาหรู: จาก “SHH by Pendulum” ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาหรูระดับโลก
เมนูอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม: รังสรรค์โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์ “WANAYOOK”, คาเวียร์บาร์สุดพรีเมียมจาก “Prunier” และแชมเปญชั้นเลิศจาก “Laurent-Perrier”
บทเพลงอันไพเราะ: จากวงออร์เคสตรา “THAILAND PHILHARMONIC” ที่บรรเลงสร้างบรรยากาศอันสุดแสนประทับใจ
“ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เราไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความเหนือชั้นด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในรถยนต์ทุกรุ่นเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความประณีตและความสง่างามในทุกองค์ประกอบ ‘Cultivated Luxury’ ถือเป็นการผสมผสานระหว่างรสนิยม วัฒนธรรม และคุณค่าอย่างลงตัว เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานใหม่แห่งความลักชัวรี่นี้” มร. ชเวงค์ กล่าวเสริม
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย): การปรับตัวสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์พรีเมียม
นอกเหนือจากงาน “The Art of Cultivated Luxury” แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์กลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรากฏตัวในงาน “มหกรรมยานยนต์” ครั้งที่ 37 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาด
ในงานดังกล่าว เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำทัพรถยนต์พรีเมียมครบครันทุกเซกเมนต์ ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Cars และ SUV รวมถึงแบรนด์ Mercedes-AMG และ EQ ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก โดยไฮไลท์สำคัญคือรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ 2 รุ่น ได้แก่ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz A-Class” ใหม่ ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น พื้นที่ภายในที่กว้างขวาง และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic: SUV คอมแพคท์ที่สมบูรณ์แบบ
The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic คือรถยนต์คอมแพคท์เอสยูวีเจเนอเรชันที่ 2 ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบสัดส่วนตัวถังให้สั้นลงเล็กน้อยแต่เพิ่มความสูงของตัวถังกว่า 10 เซนติเมตร ส่งผลให้ห้องโดยสารกว้างขวางและโปร่งสบายยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบด้วยสไตล์สปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวาง พร้อมชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior Package และระบบไฟ Ambient Light 64 สี เติมเต็มความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ในด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,332 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม. เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) รวมถึง Mercedes me Connect ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้น ราคา 2,399,000 บาท
Mercedes-Benz A-Class: ยนตรกรรมสำหรับชีวิตเมืองสุดโฉบเฉี่ยว
Mercedes-Benz A-Class คือยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้แก่ชีวิตในเมืองใหญ่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1,332 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. ดีไซน์ภายนอกสอดคล้องกับปรัชญา Sensual Purity เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความร้อนแรงและดึงดูดใจ
ภายในห้องโดยสารทันสมัยและกว้างขวาง พร้อมหน้าปัดล้ำสมัย และระบบไฟ Ambient Light 64 สี เติมเต็มเอกลักษณ์ความสปอร์ต เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย อาทิ ระบบ Active Parking Assist, ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) และ Mercedes me Connect ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX A-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่ A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท และ A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท
ตำนาน G-Class: การอำลาขุมพลัง V8 และการก้าวสู่ยุคใหม่
Mercedes-Benz G-Class เป็นรถ SUV ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มต้นจากรถทหารในปี 1970 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดย AMG ตั้งแต่ปี 1993 การปรากฏตัวของ Mercedes-Benz G 500 V8 Final Edition เป็นการส่งท้ายขุมพลัง V8 อันทรงพลัง ก่อนที่ G-Class จะปรับตัวเข้าสู่ขุมพลัง 6 สูบที่เล็กลง เพื่อสอดคล้องกับนโยบายของบริษัท
Mercedes G 500 V8 Final Edition: การเฉลิมฉลองแห่งตำนาน
รุ่นพิเศษนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,500 คันทั่วโลก มาพร้อมสีตัวถังพิเศษ (Obsidian Black, Opalith White Magno, Olive Magno) ล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์พิเศษ พร้อมตรา “FINAL EDITION” บริเวณซุ้มล้อและฝาครอบยางอะไหล่ ไฟ Welcome Light ฉายข้อความ “Stronger Than Time” และโลโก้ตัว G
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเบาะ Active Multicontour Seats หุ้มหนัง Manufaktur สีทูโทน เพดานหลังคาและแผงสวิตช์บุด้วยหนัง Nappa พร้อมระบบเสียง Burmester surround sound system นอกจากนี้ยังมีแผ่นแพลทคาร์บอนและโลโก้ “Grand Edition” บนคอนโซลหน้า และเหรียญเงินสัญลักษณ์รูปตัว G บนกุญแจ เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรุ่นพิเศษ
ขุมพลัง V8 4.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 416 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 610 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic พร้อมโหมดขับขี่ 3 แบบ: Comfort, Sport, และ Off-Road ราคาจำหน่ายในยุโรปอยู่ที่ 196,350 ยูโร หรือประมาณ 7.6 ล้านบาท
อนาคตแห่งความหรูหรา: การปรับตัวและการนำเสนอนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
การจัดงาน “The Art of Cultivated Luxury” และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ต่อตลาดและผู้บริโภคในปัจจุบัน การผสมผสานระหว่างยานยนต์สมรรถนะสูง เทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่งดงาม และประสบการณ์ที่เหนือระดับ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ยังคงครองใจลูกค้ากลุ่มพรีเมียมต่อไป
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นที่จะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าเสมอ ในยุคที่ทุกสิ่งล้วนมีความหมายและสะท้อนถึงตัวตน การเลือกยานยนต์สักคันจึงเปรียบเสมือนการเลือกเครื่องมือในการแสดงออกถึงความสำเร็จ รสนิยม และวิถีชีวิตที่ประณีต
สัมผัสประสบการณ์ “The Art of Cultivated Luxury” และค้นพบยานยนต์ที่สะท้อนตัวตนของคุณได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อค้นหารถยนต์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ.