สุดสลดกลางกรุง หนุ่มทำร้ายแฟนสาววัย 19 จนเสียชีวิต อยู่กับศพในห้องนานถึง 16 วัน พ่อเหยื่อตามหาลูกสาวถึงรู้ความจริง ข้างห้องบอกกลิ่นเหม็นแรงมาก
วันที่ 6 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คันนายาว ได้รับแจ้งเหตุจาก นายสายยนต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ว่าให้ช่วยมาตรวจสอบห้องพัก อาคารเอื้ออาทรคู้บอน 27 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงพบ นายสายยนต์ ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ พร้อมให้การว่า ไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้มาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว จึงได้ออกตามหาลูกสาว ปรากฏพบว่ามาพักอาศัยอยู่กับ นายธนาธัญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปีแฟนหนุ่ม ที่ห้องพักดังกล่าว ตนจึงเดินทางมาที่นี่
ถอดรหัสภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ไทย 2568: กลยุทธ์พิชิตความท้าทาย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ปี 2566 ถือเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นปีแห่งการปรับตัวและทดสอบความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่จนล่วงเข้าสู่ปลายปี และต่อเนื่องมาถึงปี 2567 ที่ตลาดยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายประการ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าติดตามและคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานกว่าทศวรรษ ผมมองว่าปี 2568 จะเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ดวง” หรือ “โมเมนตัม” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นปีที่ “กลยุทธ์ที่คมชัด” และ “ความสามารถในการปรับตัว” จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จและกำหนดทิศทางของผู้เล่นในตลาดอย่างแท้จริง
จากผลประกอบการในปี 2566 ของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ Property Mentor ได้รวบรวมไว้ เราเห็นภาพรวมรายได้ที่ลดลงเล็กน้อยที่ -1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยมีถึง 25 บริษัทที่รายได้รวมติดลบ และ 30 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลง ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันในตลาดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ยากลำบากนี้ ก็ยังคงมี “ผู้ชนะ” ที่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ แม้จะเป็นการเติบโตที่ต้องอาศัยการปรับกลยุทธ์และมองหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญที่นำมาประยุกต์ใช้เพื่อการพิชิตความสำเร็จในปี 2568
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568

ปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ด้วยบทเรียนจากการปรับตัวในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายได้เริ่มวางรากฐานกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ยากขึ้น
อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ: คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงทรงตัวในระดับสูง หรืออาจมีการปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี หากเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเงินของผู้พัฒนาและภาระผ่อนชำระของผู้บริโภค การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่าง
นโยบายภาครัฐ: นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) การขยายเส้นทางรถไฟฟ้า และการพัฒนาเมืองรอง ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นดีมานด์ในพื้นที่เป้าหมาย นอกจากนี้ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษี หรือมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อที่อยู่อาศัย จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ
เศรษฐกิจโลก: ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ดี แต่การลงทุนจากต่างประเทศในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบและเสถียรภาพทางการเมือง
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีดิจิทัล (PropTech): ผู้บริโภคมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวมากขึ้น ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น การออกแบบที่คำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Well-being & Green Living) รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart Home และ IoT เข้ามาใช้ ซึ่งผู้พัฒนาที่สามารถปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้ จะสร้างความได้เปรียบ การลงทุนใน PropTech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย การบริหารจัดการโครงการ และการสร้างประสบการณ์ลูกค้า จะเป็นสิ่งจำเป็นในปี 2568
เจาะลึกสถานการณ์รายกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลยุทธ์ปี 2568
การวิเคราะห์ตลาดแบบองค์รวมเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเจาะลึกรายกลุ่มจะทำให้เห็นภาพโอกาสและความท้าทายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่อยู่อาศัยแนวราบ (บ้านเดี่ยว, ทาวน์โฮม):
แนวโน้ม: ยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะในทำเลชานเมืองที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้น การออกแบบที่ตอบโจทย์ Work From Home และมีพื้นที่สีเขียว การเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อาจจะยังคงกระจุกตัวในทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีกำลังซื้อที่ชัดเจน
กลยุทธ์ผู้พัฒนา:
เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชัน: นำเสนอโครงการที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่กับการออกแบบฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงและยืดหยุ่น
เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม: พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะ เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่, ผู้สูงอายุ หรือครอบครัวขยาย
การบริหารจัดการต้นทุน: ควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาระดับกำไรท่ามกลางราคาขายที่แข่งขันสูง
บริการหลังการขาย: สร้างความประทับใจด้วยบริการหลังการขายที่รวดเร็วและครบวงจร เพื่อสร้างความภักดีของลูกค้า
คอนโดมิเนียม:
แนวโน้ม: ตลาดคอนโดมิเนียมยังคงต้องเผชิญกับปัญหาสต็อกที่รอการระบาย โดยเฉพาะในบางทำเล อย่างไรก็ตาม คอนโดมิเนียมที่อยู่ในทำเลศักยภาพสูง ติดรถไฟฟ้า หรือเป็นโครงการ Mixed-use ยังคงได้รับความสนใจ คอนโดมิเนียมสำหรับเช่าระยะยาวหรือเพื่อการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาส
กลยุทธ์ผู้พัฒนา:
ทำเลทองและการออกแบบที่แตกต่าง: เน้นการพัฒนาในทำเล TOD (Transit-Oriented Development) และ CBD (Central Business District) ที่มีความต้องการจริง รวมถึงการออกแบบที่โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขนาดห้องที่ยืดหยุ่น: พัฒนาห้องชุดที่มีขนาดหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้ง Single Living, Couple และ Small Family รวมถึงการออกแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามความต้องการ
กลุ่มลูกค้าต่างชาติ: การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการเปิดประเทศเป็นโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนและผู้ซื้อจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นตลาดคอนโดมิเนียมลงทุน
การบริหารจัดการสต็อก: ชะลอการเปิดโครงการใหม่ในทำเลที่มีอุปทานล้นตลาด และเร่งระบายสต็อกเก่าด้วยโปรโมชั่นที่น่าสนใจและกลยุทธ์การตลาดที่สร้างสรรค์
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (สำนักงาน, รีเทล):
แนวโน้ม: ตลาดอาคารสำนักงานยังคงได้รับผลกระทบจากเทรนด์ Hybrid Work แต่ก็มีความต้องการอาคารสำนักงานยุคใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่น เทคโนโลยี และการออกแบบที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี สำหรับภาคค้าปลีก การปรับตัวสู่ Experiential Retail และการบูรณาการกับ E-commerce ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โครงการ Mixed-use Development ที่รวมที่อยู่อาศัย สำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีก ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูด
กลยุทธ์ผู้พัฒนา:
ความยืดหยุ่นและเทคโนโลยี: พัฒนาพื้นที่สำนักงานที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ง่าย มีระบบ Smart Building และ Co-working Space ที่ทันสมัย
ประสบการณ์ค้าปลีก: สร้างสรรค์ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่าง มีกิจกรรมและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า
การสร้างมูลค่าเพิ่ม: นำเสนอโครงการ Mixed-use ที่ครบวงจร ตอบโจทย์การใช้ชีวิต การทำงาน และการพักผ่อนในที่เดียว
ความยั่งยืน: อาคารสีเขียวและอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
อสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์:
แนวโน้ม: ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของ E-commerce และการปรับโครงสร้าง Supply Chain ของผู้ประกอบการทั่วโลก ความต้องการคลังสินค้าสมัยใหม่ โรงงานอัจฉริยะ และทำเลที่มีการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ยังคงสูง
กลยุทธ์ผู้พัฒนา:
ทำเลยุทธศาสตร์: พัฒนาโครงการในทำเลที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง (ถนน ท่าเรือ สนามบิน) และใกล้กับแหล่งวัตถุดิบและตลาด
เทคโนโลยีและนวัตกรรม: นำเสนอคลังสินค้าและโรงงานอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี Automation และ IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
การบริการแบบครบวงจร: ให้บริการที่ปรึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ถอดรหัสกลยุทธ์จากผลงานปี 2566 สู่ความสำเร็จในปี 2568
แม้ปี 2566 จะเป็นปีที่ท้าทาย แต่เราได้เห็นผู้เล่นบางรายแสดงศักยภาพที่โดดเด่น ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและสามารถนำมาปรับใช้เพื่อความสำเร็จในปี 2568 ได้
แสนสิริ (Sansiri): แชมป์รายได้รวมปี 2566 ที่เติบโตถึง 12% ด้วยรายได้ 39,082 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ การกระจายพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง ในปี 2568 กลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ และการขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าต่างชาติ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาตำแหน่งผู้นำ
เอพี (ไทยแลนด์) (AP (Thailand)): แชมป์รายได้จากการขายปี 2566 ที่ 36,927 ล้านบาท ตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและทำการตลาดโครงการแนวราบ โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 AP จะยังคงโดดเด่นด้วยกลยุทธ์การเจาะตลาดแนวราบในเมือง การควบคุมคุณภาพ และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในแต่ละเซกเมนต์
ศุภาลัย (Supalai): ยืนหยัดในอันดับต้นๆ ทั้งรายได้รวมและรายได้จากการขาย และยังเป็นอันดับ 2 ด้านกำไรสุทธิปี 2566 ด้วย 6,083 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกทำเลที่ดินที่เหมาะสม และการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า ในปี 2568 ศุภาลัยจะยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญด้วยกลยุทธ์การกระจายพอร์ตโฟลิโอ และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (Land and Houses): แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่ยังคงเป็นแชมป์กำไรสุทธิปี 2566 ด้วย 7,495 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างชาญฉลาด เช่น การขายโรงแรมเข้ากองทุน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและศักยภาพในการสร้างรายได้ประจำจากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ในปี 2568 แลนด์แอนด์เฮ้าส์จะยังคงเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งด้วยฐานะการเงินที่มั่นคง การสร้างกระแสรายได้ที่หลากหลาย และการบริหารจัดการสินทรัพย์เชิงรุก
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset Corporation): มีรายได้จากการขายเติบโตในแดนบวกที่ 13% ในปี 2566 สะท้อนถึงการเจาะตลาดกลุ่มลักซ์ชัวรีที่มีกำลังซื้อสูง และการนำเสนอโครงการที่มีดีไซน์และคุณภาพโดดเด่น ในปี 2568 SC Asset จะยังคงสร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ระดับสูง
เซ็นทรัลพัฒนา (Central Pattana): รายได้จากการขายเติบโตถึง 103% ในปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการติดเครื่องอย่างเต็มที่ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยเฉพาะโครงการ Mixed-use ที่มีศูนย์การค้าเป็นแม่เหล็กหลัก ในปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนาจะยังคงเป็นผู้เล่นที่น่าจับตา ด้วยศักยภาพในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ การสร้างระบบนิเวศของธุรกิจที่ครบวงจร และการสร้างรายได้ประจำที่แข็งแกร่ง
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (Origin Property): แม้กำไรจะลดลงในปี 2566 แต่ยังคงอยู่ในกลุ่ม Top 10 สะท้อนถึงการปรับตัวและขยายธุรกิจสู่กลุ่มใหม่ๆ เช่น โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการกระจายความเสี่ยง ในปี 2568 ออริจิ้นจะยังคงสร้างโอกาสจากตลาดคอนโดมิเนียมกลุ่ม Niche Market และการขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่ธุรกิจที่สร้าง Recurring Income
Key Performance Indicators (KPIs) สู่ความสำเร็จในปี 2568:
Beyond the traditional revenue and profit metrics, successful developers in 2025 will focus on:
ความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุน (Financial Agility): การรักษาสภาพคล่อง, อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่เหมาะสม, และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย จะเป็นปัจจัยสำคัญในภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง
การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management): ความสามารถในการลดสต็อกสินค้าพร้อมขาย และการประเมินความต้องการตลาดที่แม่นยำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีคุณภาพ
นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation & Technology Adoption): การนำ PropTech, AI, และ Smart Home Solutions มาใช้ในการออกแบบ การตลาด การขาย และการบริหารจัดการโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม
ความยั่งยืนและ ESG (Environmental, Social, Governance): การพัฒนาโครงการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ไม่เพียงแต่เป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนและผู้บริโภคยุคใหม่
การสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience): การเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุก Touchpoint ตั้งแต่ก่อนการขาย จนถึงบริการหลังการขาย จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความภักดีและ Word-of-Mouth Marketing
ปี 2568 ไม่ใช่ปีสำหรับผู้ที่รอคอย แต่เป็นปีสำหรับผู้ที่พร้อมลงมือทำและปรับตัวอย่างรวดเร็ว
บทเรียนจากปี 2566 และแนวโน้มที่คาดการณ์สำหรับปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่สำหรับผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ที่เฉียบคม และความสามารถในการปรับตัว การแข่งขันจะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น แต่ผู้ที่สามารถนำเสนอคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า บริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จะเป็นผู้ชนะในสมรภูมินี้
ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ด้วยความมั่นใจและกลยุทธ์ที่พร้อมพิชิตทุกความท้าทาย มาร่วมสร้างอนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปด้วยกัน!