• Privacy Policy
newsthailan.nataviguides.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.nataviguides.com
No Result
View All Result

ประธานสหภาพแรงงานไดกิ้นออกมาชี้แจงหลังถูกสั่งปิดงาน ย้ำบริษัทมีกำไรเพิ่มต่อเนื่องจึงขอปรับโบนัสให้เหมาะสม ยืนยันไม่เคยเรียกโบนัส 11–12 เดือน หรือเงินเพิ่มหลักแสนตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมวอนสังคมเข้าใจ ส่วนประเด็น “ทอง” เป็นข้อตกลงภายในระหว่างบริษัทและพนักงานเท่านั้น

admin79 by admin79
December 5, 2025
in Uncategorized
0

ประธานสหภาพแรงงานไดกิ้น แจงหลังโดนปิดงาน เผยบริษัทกำไรมากขึ้น จึงขอโบนัสเพิ่ม ยันชัดไม่เคยขอ 11-12 เดือน เงินเพิ่มเป็นแสน โอดอยากให้เห็นใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม หลัง บริษัท ไดกิ้น อินตัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกหนังสือแจ้งปิดงานงดจ้างสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี และสมาชิก รวม 1,500 คน เนื่องจากไม่สามารถตกลงโบนัส และ ผลประโยชน์กับทางบริษัทได้

ทำความรู้จักความหมาย ปิดงานงดจ้าง คืออะไร ใช่เลิกจ้างมั้ย หลังบริษัทดังออกประกาศ
ล่าสุด วันที่ 5 ธ.ค.2568 ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ นายมานิตย์ ปิยัง ประธานสหภาพแรงงานไดกิ้น ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการประกาศปิดงานงดจ้างของบริษัท ความว่า

ในเรื่องโบนัส โดยหลักการเมื่อบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น โบนัสก็ควรเพิ่มขึ้น ที่สหภาพเรียกร้องเพราะบริษัทมีกำไรมากกว่าปีที่แล้ว เราจึงเรียกร้อง 8 เดือน + เงิน 28,000 บาท ส่วนการขึ้นเงินเดือนบริษัทให้เพิ่มมา 3% จากที่เราขอไป 6% ซึ่งเมื่อมองจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เราอยากได้เพิ่มขึ้น เพราะพนักงานบางคนเงินเดือนหมื่นกว่าบาท มันต้องขึ้นอีกสักหน่อย

ส่วนเหตุผลที่บริษัทอ้างว่าต้องเอาเงินสดไว้บริหารงานต่อไป ในเศรษฐกิจที่อาจไม่ค่อยดี รวมถึงเรื่องคู่แข่งทางการค้า สหภาพมองว่า ถึงบริษัทจะเจอคู่แข่ง แต่กำลังเพิ่มขึ้นทุกปี จึงคิดว่าบริษัทน่าจะจ่ายได้

นายมานิตย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนประกาศปิดงาน เราไม่รู้มาก่อนเลย ก็งงเหมือนกัน มันควรจะคุยกันได้ โดยมีพนักงาน 1,500 คนที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดงาน ซึ่งจะมีการนัดคุยอีกครั้ง ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้

สำหรับเงื่อนไข “ให้ทอง” เป็นสวัสดิการที่พนักงานเซ็นกับบริษัทแบบตัวต่อตัวตั้งแต่เข้างานกับบริษัท สหภาพไม่มีอำนาจ เขาเซ็นตามข้อบังคับ ถ้าไม่ขาด ลา มาสายเลย เริ่มตั้งแต่ 6 เดือน จะได้รับเงิน 500 บาท จนมาถึง 10 ปี จะได้เงิน 10,000 บาท บวก ทอง 3 บาท แต่บริษัทจะปรับเป็นให้เงิน 40,000 บาท พนักงานก็รับไม่ได้

การถอดรหัสสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: บทเรียนจากอดีต สู่กลยุทธ์พิชิตความท้าทาย

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการพลิกผันของตลาดมาแล้วหลายครั้งหลายครา และปี 2566 ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางและความยืดหยุ่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง จากความคาดหวังที่เคยพุ่งสูงในช่วงปลายปี 2565 ว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น เราต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่และยาวนานไปจนถึงปลายปี แม้แต่ช่วงไฮซีซั่นในไตรมาสที่ 4 ก็ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมให้กลับมาฟื้นตัวได้อย่างที่หวัง ซึ่งส่งผลให้ปี 2567 ที่ผ่านมาก็ยังคงเป็นปีแห่งการปรับตัวอย่างเข้มข้น และเป็นรากฐานสำคัญที่เราจะต้องถอดรหัสเพื่อวางกลยุทธ์พิชิตความท้าทายใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568 ที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ

ข้อมูลที่เราได้รวบรวมและวิเคราะห์จากผลประกอบการของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2566 ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในอดีต แต่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผล และจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และ การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน อัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา และผู้บริโภคมีความต้องการที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น

ภาพรวมผลประกอบการปี 2566: ปีแห่งการทดสอบความแข็งแกร่ง

ในปี 2566 บริษัทอสังหาฯ ทั้ง 41 แห่งสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 371,560 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยที่ -1.2% จากปี 2565 ที่มีรายได้รวม 376,141 ล้านบาท ตัวเลขนี้อาจดูไม่น่าตกใจนักหากมองเพียงผิวเผิน แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า มีถึง 25 จาก 41 บริษัท หรือกว่า 60% ที่มีรายได้รวมลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า แม้ตลาดโดยรวมจะทรงตัว แต่ความสำเร็จนั้นกระจุกตัวอยู่ในบริษัทที่มีศักยภาพและกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเท่านั้น

บริษัทที่เผชิญกับภาวะรายได้รวมติดลบอย่างหนักในหลัก 20% ขึ้นไป อาทิ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์, อีสเทิร์น สตาร์ เรียล เอสเตท และ คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ซึ่งติดลบไปราว -28% นอกจากนี้ยังมี ไรมอน แลนด์ ที่ติดลบ -26%, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ -23%, เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ -22% และ ไซมิส แอสเสท -21% ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า การปรับตัวให้เข้ากับกำลังซื้อที่ลดลง และผลกระทบจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำมาปรับใช้ในการวาง กลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2568 โดยเฉพาะการบริหารจัดการหนี้เสียและการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็ยังมีรายได้รวมลดลงถึง 18% และที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีถึง 5 บริษัทที่รายได้รวมลดลงจากปี 2565 ซึ่งนอกจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์แล้ว ยังมี เอพี (ไทยแลนด์) ที่ติดลบเล็กน้อยไม่ถึง -1%, ศุภาลัย -10%, พฤกษา โฮลดิ้ง -9% และ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ รายได้รวมลดลงราว -4% สิ่งนี้ตอกย้ำว่าปี 2566 เป็นปีที่ไม่มีใครสามารถประมาทได้ และผู้ที่ยืนหยัดได้ต้องมีกลยุทธ์ที่รัดกุมและมองการณ์ไกล

แชมป์รายได้รวมปี 2566: แสนสิริ ผงาดด้วยกลยุทธ์เชิงรุก

ในศึกชิงบัลลังก์รายได้รวมสูงสุดประจำปี 2566 แสนสิริสามารถผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ด้วยรายได้รวม 39,082 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 12% เฉือนเอาชนะอันดับ 2 อย่าง เอพี (ไทยแลนด์) ที่มีรายได้รวม 38,399 ล้านบาทไปได้อย่างน่าทึ่ง ความสำเร็จของแสนสิริสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเปิดโครงการใหม่ๆ การทำตลาดเชิงรุก และการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในหลากหลายเซกเมนต์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่บริษัทอสังหาฯ อื่นๆ สามารถนำมาปรับใช้ในการวางแผนสำหรับปี 2568 ได้

อันดับ 3 ศุภาลัยตามมาด้วยรายได้รวม 31,818 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 4 เป็นของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ด้วยรายได้รวม 30,170 ล้านบาท อันดับ 5 พฤกษา โฮลดิ้ง 26,132 ล้านบาท ส่วนอันดับ 6 ตกเป็นของ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ด้วยรายได้รวม 24,487 ล้านบาท อันดับ 7 ยูนิเวนเจอร์ 17,672 ล้านบาท อันดับ 8 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) 16,169 ล้านบาท อันดับ 9 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ 15,157 ล้านบาท และอันดับ 10 สิงห์ เอสเตท 15,066 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความผันผวนของอันดับและตัวเลขรายได้รวม แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และความจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต

รายได้จากการขาย: หัวใจสำคัญที่สะท้อนกำลังซื้อตลาด

หากจะวัดกันที่ผลงานจริงๆ ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รายได้จากการขายถือเป็นแกนหลักที่สะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันและสถานะของสินค้าในตลาด เพราะรายได้รวมอาจรวมถึงรายได้จากธุรกิจเสริมอื่นๆ แต่รายได้จากการขายบ่งบอกถึงความสามารถในการส่งมอบและปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือ คอนโดมิเนียม

ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัทที่ได้ทำการเก็บข้อมูลสามารถทำรายได้จากการขายรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญประมาณ -11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 299,979 ล้านบาท ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงภาวะที่ตลาดดูดซับสินค้าได้ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีถึง 30 จาก 41 บริษัทที่มรายได้จากการขายลดลงจากปี 2565

บริษัทที่เผชิญกับภาวะรายได้จากการขายลดลงอย่างรุนแรง อาทิ ไรมอน แลนด์ ที่ตกลงถึง -78%, แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ลดลงเกือบ -40% และที่น่าตกใจคือ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งมักจะแข็งแกร่งในด้านการขาย ก็มีรายได้จากการขายลดลงถึง -38% แม้แต่เบอร์ 1 อย่าง เอพี (ไทยแลนด์) ก็ยังมีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ -2% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะตลาดที่ท้าทายอย่างแท้จริง ไม่เพียงแค่บริษัทขนาดเล็กเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ใน Top 10 ของบริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด ก็มีถึง 8 บริษัทที่มีรายได้จากการขายลดลง

เอพี (ไทยแลนด์) ผงาดแชมป์ยอดขายปี 2566: พลังแห่งการส่งมอบที่อยู่อาศัย

แม้ตลาดจะซบเซา เอพี (ไทยแลนด์) ยังคงแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำในด้านการขายได้อย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับ 1 ด้วยรายได้จากการขายรวม 36,927 ล้านบาท ซึ่งตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และการบริหารทีมขายที่มีประสิทธิภาพ

อันดับ 2 แสนสิริตามมาด้วยรายได้จากการขายรวม 32,829 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในสองบริษัทใน Top 10 ที่มีรายได้จากการขายเติบโตขึ้นถึง 7% ซึ่งแสดงถึงกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง อันดับ 3 ศุภาลัย ยังคงรักษาอันดับได้อย่างเหนียวแน่นด้วยรายได้ขาย 30,836 ล้านบาท ตามมาห่างๆ ด้วยอันดับ 4 เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่ขึ้น Top 5 ได้สำเร็จด้วยรายได้ขาย 23,370 ล้านบาท และเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีรายได้เติบโตในแดนบวกถึง 13% ซึ่งสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์การขายและการเปิดโครงการที่ถูกที่ถูกเวลา อันดับ 5 ตกเป็นของ พฤกษา โฮลดิ้ง มีรายได้จากการขายรวม 22,357 ล้านบาท

ส่วนอันดับ 6 แม้รายได้จากการขายจะตกลงไปเยอะ แต่แลนด์แอนด์เฮ้าส์ก็ยังประคองตัวอยู่ใน Top 10 ด้วยรายได้ขายรวม 18,966 ล้านบาท อันดับ 7 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีรายได้ขายรวม 10,019 ล้านบาท อันดับ 8 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ แม้ว่าจะมีรายได้ลดลงถึง -24% แต่ก็ยังเกาะกลุ่มอยู่ใน Top 10 ได้ด้วยรายได้ขายรวม 8,840 ล้านบาท อันดับ 9 ควอลิตี้ เฮ้าส์ มีรายได้จากการขายรวม 7,619 ล้านบาท และอันดับ 10 เป็นของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้จากการขายรวม 7,171 ล้านบาท

บริษัทที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการปูพรมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายมาแล้วหลายโครงการ ในปี 2566 CPN มีรายได้จากการขายสูงถึง 5,835 ล้านบาท เติบโตมหาศาลถึง 103% จากปี 2565 ที่มีรายได้ 2,870 ล้านบาท การเติบโตนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการขยายพอร์ตธุรกิจจากศูนย์การค้าสู่ธุรกิจที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นแนวทาง การกระจายความเสี่ยง ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในปี 2568

กำไรสุทธิ: บทพิสูจน์ผู้ชนะตัวจริงและความยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ใครจะขายได้มากเพียงใด แต่หากมีกำไรน้อย หรือไม่สามารถเปลี่ยนยอดขายเป็นเงินสดได้จริง ก็ย่อมถือว่าไม่ใช่ผู้ชนะตัวจริงในระยะยาว กำไรสุทธิ คือตัวชี้วัดที่แท้จริงของประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและความยั่งยืน

ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัททำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ซึ่งลดลง -11% จากปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวมกันราว 49,602 ล้านบาท ที่น่าเป็นห่วงคือ มีกว่า 12 บริษัทที่ผลประกอบการขาดทุน โดยบางบริษัทยังขาดทุนต่อเนื่องมา 3-4 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิดยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ และกว่า 20 บริษัทจาก 41 บริษัทมีผลกำไรลดลงจากปี 2565 สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงความเปราะบางของบางธุรกิจ และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างทางการเงินและกลยุทธ์การดำเนินงานสำหรับปี 2568

แลนด์แอนด์เฮ้าส์ แชมป์กำไรสูงสุด: กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ที่เหนือชั้น

สำหรับ Top 10 บริษัทอสังหาฯ ที่สามารถทำกำไรได้สูงสุด อันดับ 1 ยังคงเป็นแชมป์เก่า แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่กวาดกำไรในปี 2566 ไปถึง 7,495 ล้านบาท แม้ว่าจะมีรายได้จากการขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลหลักมาจากกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ที่เหนือชั้น นั่นคือการรับรู้กำไรประมาณ 2,500 ล้านบาทจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุน ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญว่า การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาโครงการใหม่ แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หากไม่นับรวมรายการพิเศษนี้ อันดับ 2 อย่างศุภาลัยคงจะผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ในด้านกำไรจากการดำเนินงานหลัก โดยในปี 2566 ศุภาลัยทำกำไรไปได้ 6,083 ล้านบาท เฉือนอันดับ 3 อย่างเอพี (ไทยแลนด์) ที่มีกำไร 6,054 ล้านบาท ไปอย่างเฉียดฉิว ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและสร้างอัตรากำไรที่ดีเยี่ยมจากโครงการที่อยู่อาศัย

อันดับ 4 แสนสิริ มีกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการการขายและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะตลาดที่ท้าทาย อันดับ 5 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไรสุทธิ 3,160 ล้านบาท แม้กำไรจะลดลงจากปีก่อนถึง -25% ก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่แม้แต่ผู้เล่นที่แข็งแกร่งก็ยังต้องเผชิญ

อันดับ 6 เอสซี แอสเสท มีกำไรสุทธิ 2,525 ล้านบาท เฉือนอันดับ 7 ควอลิตี้เฮ้าส์ ที่มีกำไรสุทธิ 2,503 ล้านบาท ไปอย่างน่าตื่นเต้น อันดับ 8 พฤกษา โฮลดิ้ง มีกำไร 2,339 ล้านบาท ส่วนอันดับ 9 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไร 1,865 ล้านบาท และอันดับ 10 เซ็นทรัลพัฒนา ที่มีกำไรสุทธิที่ 1,610 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณการจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท) การที่ CPN เข้ามาติดอันดับ Top 10 ด้านกำไรอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำถึงศักยภาพของกลยุทธ์ การกระจายความเสี่ยง ไปสู่ธุรกิจที่อยู่อาศัยและ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ที่ครบวงจร

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: โอกาสและความท้าทายที่ต้องจับตา

เมื่อมองจากมุมมองของปี 2568 เราเห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกและกลยุทธ์ที่เฉียบคม

โอกาสสำคัญ:

เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง: การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้นในปี 2567-2568 จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ในเมืองท่องเที่ยวหลัก และ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ: โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย รถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายคมนาคมต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างทำเลทองใหม่ๆ และเพิ่มมูลค่าให้กับ ราคาที่ดิน และโครงการ อสังหาฯ ใกล้รถไฟฟ้า
เทรนด์ PropTech และ Smart Living: เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การบริหารจัดการ ไปจนถึงการตลาด PropTech อาทิ ระบบ Smart Home, IoT, AI-powered property management และแพลตฟอร์มดิจิทัล จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพให้กับโครงการต่างๆ
อสังหาริมทรัพย์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Real Estate): ผู้ซื้อและนักลงทุนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มากขึ้น โครงการที่เน้นการออกแบบสีเขียว การใช้พลังงานทางเลือก และการบริหารจัดการที่ยั่งยืน จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
กำลังซื้อจากต่างชาติ: มาตรการส่งเสริมการลงทุนและวีซ่าระยะยาวของรัฐบาล จะช่วยดึงดูด การลงทุนต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่ม คอนโดมิเนียมหรู และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน ในทำเลศักยภาพ

ความท้าทายที่ต้องระมัดระวัง:

หนี้ครัวเรือนสูง: ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคและส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้าน ทำให้ผู้พัฒนาต้องเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความสามารถในการผ่อนชำระ
อัตราดอกเบี้ย: แม้มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย แต่ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของผู้พัฒนาและกำลังซื้อของผู้ซื้อ
ต้นทุนการก่อสร้าง: ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น เป็นความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนโครงการ
ภาวะโอเวอร์ซัพพลายในบางเซกเมนต์: โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมในบางทำเลที่การแข่งขันสูงและมีสินค้าคงค้างจำนวนมาก ผู้พัฒนาต้องมีการวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจเปิดโครงการใหม่
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก: เหตุการณ์ระหว่างประเทศสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้เสมอ

กลยุทธ์พิชิตตลาด 2568: บทสรุปสำหรับนักพัฒนาและนักลงทุน

จากบทเรียนในปี 2566 และแนวโน้มของปี 2568 ผมมองว่าการจะประสบความสำเร็จใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องยึดมั่นในหลักการสำคัญดังนี้:

การกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด: ไม่ยึดติดกับผลิตภัณฑ์หรือทำเลใดทำเลหนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาการลงทุนในหลายรูปแบบ เช่น ที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ โรงแรม หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า (Rental Yield) และมองหาทำเลศักยภาพใหม่ๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯ
นวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม: พัฒนาโครงการที่แตกต่าง สร้างสรรค์ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในยุคดิจิทัล อาทิ Smart Home, Green Building, Universal Design หรือการสร้าง Community Space ที่แข็งแกร่ง
การบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรัดกุม: การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาสภาพคล่องทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการฝ่าฟันความท้าทาย
การใช้ข้อมูลเชิงลึก (Data-driven Insights): นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มตลาด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดที่แม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมาย
การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นเลิศ: ตั้งแต่ขั้นตอนการขาย การส่งมอบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความผูกพันและความภักดีของลูกค้า
การลงทุนในบุคลากรและเทคโนโลยี: พัฒนาทักษะของทีมงานให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ปี 2568 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่มองเห็น และความท้าทายสำหรับผู้ที่หยุดนิ่ง การปรับตัว เรียนรู้จากอดีต และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่นี้

หากท่านคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเพื่อวางแผนกลยุทธ์ให้ธุรกิจของท่านเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568 ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาส เรายินดีให้คำแนะนำจากประสบการณ์กว่าทศวรรษเพื่อนำพาท่านสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

Previous Post

ชุลมุนกลางงานตรวจพื้นที่! ผู้ใหญ่บ้านปะทะกำนัน ปมถกเรื่องถนนสาธารณะ สุดท้ายเสียงดังลั่นจนเจ้าหน้าที่ต้องแยกตัว—เบื้องหลังมีอะไรมากกว่าที่คิด?

Next Post

Next Post

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N0203004 จะเกดอะไรขน เมอชางทำผมกบลกคา มแฟนคนเดยวกน part2
  • N1602129 ของอร อย าป ดร านบ อยก ไม part2 | เรื่องสะเทือนใจที่ต้องดู
  • N2702093 งท าทำค อการส งเด กคนน งให ตท part2
  • N0203123 าแม เง ผมจะด แลแม เอง (ละครส น) part2
  • N0203003 EP.2 เจอแฟนเกาในสภาพขอทาน นายพลทำไมถงเกลยดขอทานคนน! part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • March 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.